Skip Ribbon Commands
Skip to Current Path
Skip to main content
Go to Home Page
Go to previous page
    • ปี :
    • จังหวัด :
PTTPLC Internet Site | หน้าหลัก | ความยั่งยืน | มิติด้านสิ่งแวดล้อม | การบริหารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทิศทางกลยุทธ์สีเขียว เป็นหนึ่งในทิศทางกลยุทธ์ที่อยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ของการเป็นบริษัทพลังงานไทยข้ามชาติชั้นนำ ด้วยการบริหารจัดการที่เป็นเลิศทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยทิศทางกลยุทธ์สีเขียวนั้นแสดงถึง การมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์สีเขียวที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาพลังงานทางเลือกและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และ การสร้างความตระหนักในการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในกลุ่ม ปตท. ไปจนถึง คู่ค้า ลูกค้า และสาธารณชนทั่วไป นอกจากนี้ ปตท. ยังมีการวิจัยและพัฒนาด้านการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การชดเชยคาร์บอนผ่านกลไกต่างๆ และดำเนินการร่วมกับภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมกิจกรรมและนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 
 

จากการที่ประเทศไทยได้ลงนามการให้สัตยาบันในการประชุม Conference of the Parties: COP 21 ณ กรุงปารีส ถึงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 ถึงร้อยละ 25 ภายในปี 2573 (ปี ค.ศ. 2030) ปตท. ได้ตอบสนองต่อเป้าหมายของประเทศ โดยผลักดันการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกผ่านทิศทางกลยุทธ์สีเขียวดังกล่าว ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารความร่วมมือการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนกลุ่ม ปตท. ซึ่งนอกเหนือจากการกำหนดทิศทางการดำเนินงานในเชิงนโยบายแล้ว ยังกำกับดูแลการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในระดับนโยบาย ผ่านทิศทางกลยุทธ์สีเขียว โดยติดตามดูแลผลการดำเนินงานเป็นประจำทุกปีและทบทวนกลยุทธ์ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ รายละเอียดของการดำเนินงานตามทิศทางกลยุทธ์สีเขียว เป็นไปดังนี้ 1. การบริหารจัดการกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2. ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ น้ำมันไบโอดีเซล ถังก๊าซธรรมชาติเหลว พีทีที คอมโพสิต พลัส การใช้แก้วพลาสติกชีวภาพในผลิตภัณฑ์กาแฟสดคาเฟ่อเมซอน เป็นต้น และ 3. การสร้างความตระหนักในการรักษาสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการสร้างภาคสังคมที่ยั่งยืนผ่านโครงการลดก๊าซเรือนกระจกต่างๆ เช่น การปลูกป่า หรือโครงการเพื่อชุมชนต่างๆ ซึ่งแผนดังกล่าว มีความสอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของ ปตท. ที่กำหนดขึ้นในปี 2546

นอกจากนี้ แผนการดำเนินงาน กลยุทธ์ และโครงการภายใต้การบริหารจัดการกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้องมีการจัดทำแผนธุรกิจและนำเสนอผ่านคณะกรรมการแผนวิสาหกิจ ทุกไตรมาส อีกทั้งในส่วนของการบริหารจัดการ ยังมีการกำกับดูแลโดยคณะกรรมการนโยบายคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมกลุ่ม ปตท. อีกด้วย เพื่อให้ ปตท. สามารถกำกับดูแลการดำเนินงานในแต่ละบริษัทในกลุ่มให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ปตท. ประยุกต์ใช้การบริหารจัดการความเสี่ยงระดับองค์กรในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในกรณีต่างๆ โดยพิจารณาปัจจัยความเสี่ยงด้านกฎหมาย  การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค  และแนวโน้มของตลาด ความเสี่ยงทางการเงิน เช่น ภาษีคาร์บอน และความเสี่ยงทางกายภาพ  เช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและภัยพิบัติทางธรรมชาติ นอกจากนี้ ปตท. ยังพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์องค์กร บริหารจัดการและติดตามความเสี่ยงเหล่านี้รวมถึงมาตรการแก้ไขเป็นประจำทุกเดือน ส่งผลให้ผลกระทบทางการเงินจากความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ขององค์กรจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ปตท. มีการรายงานผลการประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้กับคณะกรรมการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทราบผ่านรายงานความยั่งยืนประจำปี อีกทั้ง ปตท. ได้จัดทำการประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมีการติดตามความเปลี่ยนแปลงของตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2559 ปตท. เห็นถึงความเสี่ยงและโอกาสอันเกิดจากการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้ INDCs ของประเทศไทย ซึ่ง ปตท. อยู่ระหว่างการจัดทำเป้าหมายปี 2573 ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสในการพัฒนาขององค์กร เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Pride and Treasure of Thailand และทิศทางกลยุทธ์สีเขียวของ ปตท. เป็นอย่างดี วันนี้ นวัตกรรมหลายๆ อย่างได้เริ่มปรากฏเป็นรูปธรรม ทั้งพลังงานทางเลือก เช่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 วัสดุสังเคราะห์ชีวภาพที่นำไปใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทันสมัย มีน้ำหนักเบา ทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถังก๊าซ LPG คอมโพสิต แก้วกาแฟ และถังป๊อปคอร์นจากวัสดุชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ รวมไปถึงการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ และการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

สำหรับการประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ปฏิบัติการ ปตท. พิจารณาถึงความเสี่ยงจากการเกิดภัยธรรมชาติ เช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและภัยพิบัติทางธรรมชาติ และดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว โดยการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงเหล่านี้ด้วยระบบบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ทั้งจากธรรมชาติและจากมนุษย์ ทั้งนี้ แต่ละกลุ่มธุรกิจจะเป็นผู้รับผิดชอบในการติดตามการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเป็นประจำทุกไตรมาส
การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ปตท. กำหนดเป้าหมายภายใต้ทิศทางกลยุทธ์สีเขียวโดยมุ่งลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมของกลุ่ม ปตท. ให้ได้ 1.1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งจะทำให้ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดลงร้อยละ 5 ภายในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2555 

เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
แผนงาน​
​เป้าหมาย ปี 2560
         (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
​กระบวนการ: กิจกรรมการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
​200,000
​ผลิตภัณฑ์: การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำ เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ ​1,845,000
​การสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม: กิจกรรมการดูดซับ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น การปลูกป่า
​1,500,000

 

 

บัญชีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ปตท. จัดทำบัญชีและรายงานข้อมูลการปลดปล่อย การดูดซับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งครอบคลุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ขอบเขตที่ 1) การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (ขอบเขตที่ 2) และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (ขอบเขตที่ 3) ขณะเดียวกัน มีการทวนสอบโดยหน่วยงานภายนอก นอกจากนี้ ปตท. กำหนดให้ความเข้มของคาร์บอนเป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิผลการดำเนินงานด้านการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาและปรับปรุงความเข้มของคาร์บอนให้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สะท้อนถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงในขณะที่กิจการขององค์กรมีการเติบโตมากขึ้น นอกจากนี้ ปตท. ยังจัดทำมาตรฐานการจัดทำและรายงานโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน ISO 14064-2 และบูรณาการมาตรฐานดังกล่าวเข้ากับระบบเครื่องมือจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นมาตรฐานให้กลุ่ม ปตท. ในการประเมินปริมาณและวิเคราะห์แนวทางการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากล

การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ขอบเขตที่ 1) และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (ขอบเขตที่ 2)
การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ขอบเขตที่ 1) จากพื้นที่ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการเผาไหม้ การแยกคาร์บอนไดออกไซด์ การปล่อยไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนและซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ การรั่วซึมของก๊าซ การรั่วไหลของก๊าซ การเผาก๊าซ และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการต่างๆ

การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (ขอบเขตที่ 2) เป็นการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการซื้อไฟฟ้า ความร้อนและไอน้ำมาใช้ในองค์กร
ปตท. มีแนวทางการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในการดำเนินธุรกิจ ทั้งจากการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ขอบเขตที่ 1) และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (ขอบเขตที่ 2) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิง การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม และการใช้ประโยชน์จากความร้อนเหลือทิ้ง เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (ขอบเขตที่ 3)
การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (ขอบเขตที่ 3) ของ ปตท. ครอบคลุมการขนส่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ การเดินทางของพนักงานโดยเครื่องบิน ไปจนถึงการเผาไหม้ผลิตภัณฑ์ที่ ปตท. จำหน่าย โดย ปตท. อยู่ระหว่างการขยายการจัดทำบัญชีฯ การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (ขอบเขตที่ 3)ให้คลอบคลุมประเด็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกำจัดขยะ   เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการลดปริมาณของเสียอุตสาหกรรมที่ต้องถูกส่งไปฝังกลบลดลงให้เป็นศูนย์ ภายในปี 2563 ที่ ปตท. กำหนด

ปตท. มีแนวทางการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (ขอบเขตที่ 3) โดยมุ่งเน้นการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ผ่านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์แนวโน้มความต้องการของตลาดที่สอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์ Pride and Treasure of Thailand และแผนการพัฒนาพลังงานทางเลือก อีกทั้งมีแผนการขยายการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในระยะยาวเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการปริมาณเชื้อเพลิงชีวภาพที่สูงขึ้นของประเทศ
 
สรุปความก้าวหน้าในการดำเนินงาน 
แผนงาน

1. ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องตามมาตรฐานสากล รวมถึงมีการบริหารจัดการผ่านการกำหนดเป้าหมายในระดับธุรกิจและบริษัทในกลุ่ม
​เป้าหมายปี 2559 ​ผลการดำเนินงานปี 2559 เป้าหมายปี 2560​
รายงานผลก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุม
ขอบเขตที่ 3 ในประเด็นการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกจากการกำจัดขยะ  เพื่อให้
สอดคล้องกับการลดปริมาณของเสียอุตสาหกรรมที่ต้องถูกส่งไปฝังกลบลดลงให้เป็นศูนย์ภายในปี 2563 ที่ ปตท. กำหนด
ปรับปรุงเครื่องมือการคำนวณแล้วเสร็จ พร้อมใช้งานในปี 2560



 
มีข้อมูลขอบเขตที่ 3 ในกิจกรรมอื่นๆ ที่สำคัญต่อองค์กร



 
2. การเข้าร่วมโครงการ CDP  ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป้าหมายปี 2559 
เป้าหมายปี 2559 ผลการดำเนินงานปี 2559 เป้าหมายปี 2560​
พัฒนาและเผยแพร่ข้อมูลและผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการ CDP อย่างต่อเนื่อง  เผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ผ่าน CDP แล้วเสร็จ
ดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ผ่าน CDP เป็นประจำทุกปี
 
3. ทิศทางกลยุทธ์สีเขียวด้านการบริหารจัดการกระบวนการ: ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

 

​เป้าหมายปี 2559 ผลการดำเนินงานปี 2559​ เป้าหมายปี 2560​
ควบคุมความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับ
ไม่เกิน 89.5 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อบาร์เรลน้ำมันดิบเทียบเท่า​
​78.7
​88.9
​กำหนดเป้าหมายระยะยาว: ลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 5 ภายในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2555 ​ร้อยละ 14 เทียบกับปี 2555 ​ร้อยละ 3.2 เทียบกับปี 2555