Skip Ribbon Commands
Skip to Current Path
Skip to main content
Go to Home Page
Go to previous page
เมนู
 
TH

ขนาดตัวอักษร

การแสดงผล

ภาษา

 
TH
การจัดการทรัพยากรน้ำ
แนวทางการจัดการ
 
ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งในปัจจุบันความแปรปรวนของปริมาณน้ำในธรรมชาติ อันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนและน้ำท่า ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้การจัดการน้ำเป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับธุรกิจ และยังได้จัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. (PTT Group Water Management Team) ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและระบบสาธารณูปการของกลุ่ม ปตท. มีบทบาทหน้าที่ในการติดตาม ประเมิน และรายงานสถานการณ์น้ำภาคตะวันออก ซึ่งเคยเกิดการขาดแคลนน้ำเมื่อปี 2548 และเป็นพื้นที่ตั้งของสายการผลิตหลักที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ คณะทำงานจะประเมิน และคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในอีก 10 ปี ข้างหน้า เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงจัดทำแผนการบริหารความเสี่ยงกรณีหากเกิดภัยแล้ง โดยจัดทำแผนดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว นำเสนอผู้บริหาร ปตท. และบริษัทในกลุ่ม และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงทุกไตรมาส
 
พื้นที่การผลิตที่มีการใช้น้ำอย่างมีนัยสำคัญของกลุ่ม ปตท. อยู่บริเวณภาคตะวันออก (จังหวัดชลบุรีและระยอง) ในปี 2555 คณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออกของจังหวัดระยอง ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (East Water) และผู้แทนจากภาคเอกชน เพื่อติดตาม ประเมิน วิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบได้อย่างทันท่วงที โดยมีการติดตามเฝ้าระวังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัยแล้ง ระหว่างเกิดภัยแล้ง และมาตรการเพื่อให้มีน้ำใช้ระยะยาว ตลอดจนการพิจารณาแหล่งน้ำทดแทน เพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำเพื่อการผลิต อาทิ การสร้างบ่อน้ำสำรอง การติดตั้งหน่วยผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เป็นต้น ซึ่งจะเสริมสร้างความมั่นคงในสายการผลิตของกลุ่ม ปตท. ลดผลกระทบหากเกิดภาวะภัยแล้งหรือกรณีเกิดการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ และช่วยลดประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องภาคอุตสาหกรรมแย่งน้ำจากชุมชน
 
คณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. ยังได้ดำเนินการจัดทำแผนกลยุทธ์เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยหลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) แผนการบริหารจัดการน้ำทิ้งอย่างมีประสิทธิภาพ (Effluent Management) และผลักดันให้เกิดความร่วมมือและแบ่งปันแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่เป็นเลิศ (Best Practice Sharing) ภายในกลุ่ม รวมทั้งการติดตามและผลักดันโครงการด้านการจัดการน้ำของภาครัฐในเขตจังหวัดระยองและชลบุรี ทั้งนี้การบริหารจัดการน้ำตามหลัก 3R เช่น
  • การเปลี่ยนระบบน้ำหล่อเย็นที่โรงไฟฟ้าจากระบบเปิดเป็นระบบปิด ทำให้สามารถลดการใช้น้ำ
  • โครงการนำพลังงานความร้อนที่เหลือจากหม้อไอน้ำทิ้ง (Blow-down Tank) มาใช้ เช่น การลดปริมาณการใช้น้ำหล่อเย็นที่ใช้ในการลดอุณหภูมิก่อนปล่อยสู่บ่อบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งนำน้ำระบายทิ้ง (Blow-down Water) มารดน้ำต้นไม้
  • โครงการ Reverse Osmosis Intermediated เพื่อนำน้ำกลับมาใช้ในการหล่อเย็น เพื่อใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • โครงการนำน้ำ Condensate กลับมาใช้ในกระบวนการผลิตไอน้ำ
  • โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 มีการนำน้ำทิ้งที่เกิดจากกระบวนการ Dehydration มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยนำมาใช้ทดแทนเป็นน้ำ Make up ในกระบวนการ Acid Gas Removal Unit (AGRU) ช่วยลดปริมาณน้ำ Make up ได้ 17,5000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี
 
นอกจากนี้ อยู่ในระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบ Eco Industrial ซึ่งจะดึงน้ำทิ้งซึ่งผ่านการบำบัดแล้ว กลับมาเป็นน้ำที่สามารถใช้ได้ใหม่อีกครั้ง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำให้กับกลุ่ม ปตท. ต่อไป
 
นอกจากบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. แล้ว ปตท. ยังได้บูรณาการความร่วมมือเพื่อให้เกิดการพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยจัดตั้งคณะทำงานและศูนย์ประสานงานความร่วมมือเพื่อการจัดการน้ำระหว่างภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย กรมชลประทาน และผู้แทนจากภาคเอกชนของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ประกอบการในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งรวมถึงบริษัทในกลุ่ม ปตท. ด้วย โดยคณะทำงานมีบทบาทหน้าที่บริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คำนึงถึงความต้องการใช้น้ำให้ครบทุกภาคส่วน เช่น ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมและชุมชน การจัดหาแหล่งน้ำที่มีศักยภาพทั้งจากภายในและภายนอกพื้นที่เพิ่มเติม และเสริมสร้างความมั่นคงในการจัดหาน้ำรองรับต่อความต้องการที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น
  • งานโครงการศึกษาวิจัยคาดการณ์แนวโน้มสภาพน้ำต้นทุนเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ภาคตะวันออก
    คณะทำงานการบริหารจัดการน้ำกลุ่ม ปตท. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำและคาดการณ์แนวโน้มทรัพยากรน้ำต้นทุนในอนาคตโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคาดการณ์สภาพอากาศระยะยาวร่วมกับแบบจำลองทางอุทกวิทยา เพื่อประเมินแนวโน้มปริมาณน้ำต้นทุนอ่างเก็บน้ำหลักในพื้นที่จังหวัดระยองล่วงหน้าในระยะ 6 เดือน 1 ปีและ 20 ปี

 

  • งานส่งเสริมการประเมินการใช้น้ำตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Water Footprint) ตามมาตรฐาน ISO 14046
    ในปี 2561 สถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ริเริ่มโครงการประเมินการใช้น้ำตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Water Footprint) เพื่อส่งเสริมมาตรฐาน ISO 14046 ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญจากคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำ กลุ่ม ปตท.เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการเทคนิคในการกำหนดมาตรฐานการประเมิน และให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิคกับบริษัทในกลุ่ม ปตท.เพื่อเข้าร่วมโครงการจนผลิตภัณฑ์ของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ได้รับการรับรองฉลาก Water Footprint เป็นครั้งแรกของประเทศไทย  จากการดำเนินงานในบริษัทนำร่อง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาฐานข้อมูลการใช้น้ำที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อขยายผลต่อไปยังบริษัทอื่นๆ ในกลุ่ม ปตท.ต่อไป

 

  • งานติดตามผลักดันการดำเนินมาตรการป้องกันการขาดแคลนน้ำ ในปี 2561
    1. การสำรองน้ำจากอ่างฯประแสร์เข้าพื้นที่ระยอง:
      • สูบผันน้ำจากสถานีสูบน้ำประแสร์ 1: อ่างเก็บน้ำประแสร์ มาสู่อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ (สูงสุดได้วันละ 300,000 ลบ.ม.) ปี 2561 เริ่มสูบตั้งแต่เดือนมกราคม สูบผันน้ำได้รวม 26.40 ล้าน ลบ.ม.
      • สูบผันน้ำจากสถานีสูบน้ำประแสร์ 2: อ่างเก็บน้ำประแสร์ มาสู่อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล (สูงสุดได้วันละ 200,000 ลบ.ม.) ปี 2561 เริ่มสูบตั้งแต่เดือนมกราคม สูบผันน้ำได้รวม 22.18 ล้าน ลบ.ม.
    2. การสำรองน้ำจากแม่น้ำบางปะกงและแหล่งน้ำเอกชนเข้าอ่างเก็บน้ำบางพระ:
      โดยสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกงและแหล่งน้ำเอกชน เข้าอ่างเก็บน้ำบางพระ (สูงสุดได้วันละ 250,000 ลบ.ม.) ระยะเวลาดำเนินการ เดือนมีนาคม – สิงหาคม สูบผันน้ำได้รวม 7.25 ล้าน ลบ.ม.

 

  • งานติดตามผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความมั่นคงและเพิ่มศักยภาพของแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกในระยะยาว
    1. -  โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เพิ่มขึ้น 10.1 ล้าน ลบ.ม. จากความจุเดิม 40.1 ล้าน ลบ.ม. (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
    2. -  โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำหนองค้อ เพิ่มขึ้น 2.6 ล้าน ลบ.ม. จากความจุเดิม 21.4 ล้าน ลบ.ม. (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
    3. -  โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล เพิ่มขึ้น 23.9 ล้าน ลบ.ม. จากความจุเดิม 163.7 ล้าน ลบ.ม. (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
    4. -  โครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี รวม 4 อ่าง ได้แก่ อ่างฯคลองประแกด อ่างฯคลองพะวาใหญ่ อ่างฯคลองหางแมว อ่างฯคลองวังโตนด 
         รวมความจุ 308.30 ล้าน ลบ.ม.(อยู่ระหว่างดำเนินการ)รวมความจุ 308.30 ล้าน ลบ.ม.(อยู่ระหว่างดำเนินการ)
    5. -  โครงการปรับปรุงคลองชลประทานพานทอง เพื่อรองรับน้ำจากคลองชลประทานพานทองไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
    6. -  โครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ ปีละ 80 ล้าน ลบ.ม. (อยู่ระหว่างดำเนินการ)