Skip Ribbon Commands
Skip to Current Path
Skip to main content
Go to Home Page
Go to previous page
เมนู
 
TH

ขนาดตัวอักษร

การแสดงผล

ภาษา

 
TH
ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
PTTPLC Internet Site | หน้าหลัก | ความยั่งยืน | มิติด้านสิ่งแวดล้อม | ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

OPERATIONAL ECO-EFFICIENCY
เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมกลุ่ม ปตท.

ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ปตท. ดำเนินกิจการภายใต้กรอบการบริหารจัดการด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE) เพื่อเป้าหมายการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัยและมีผลการดำเนินงานที่เป็นเลิศและยั่งยืน ปตท. จึงได้กำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ประจำปี 2563 ขึ้นในปี 2555 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการปรับปรุงวิธีการทำงานที่มีมาตรฐานการจัดการด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ วิธีการปฏิบัติดังกล่าวเป็นระบบการจัดการที่มีการนำไปปฏิบัติในหน่วยธุรกิจและบริษัทในกลุ่ม ปตท.

กลุ่ม ปตท. ได้กำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ด้าน SSHE และนโยบาย QSHE กลุ่ม ปตท. เพื่อตอบสนองต่อกลยุทธ์ขององค์กร โดยเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย 2 มุมมอง ได้แก่ Eco ซึ่งมุ่งลดรอยเท้านิเวศตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ และ Efficiency เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการงานให้ติดอันดับชั้นนำของโลก



 
ตัวชี้วัด
เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ปี 2563
ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur Dioxide: SO2)
ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ซึ่งคำนวณในรูปของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (Oxides of Nitrogen as Nitrogen Dioxide: NOX)
ปริมาณการระบายสารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOCS)
อัตราการเพิ่มการปล่อยมลพิษทางอากาศเป็นศูนย์
ปริมาณของเสียอันตรายที่กำจัดโดยวิธีการฝังกลบ
ปริมาณของเสียอุตสาหกรรมที่กำจัดโดยวิธีการฝังกลบเป็นศูนย์
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 5 ในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2555
การใช้พลังงาน
ลดความเข้มของการใช้พลังงาน อย่างน้อยร้อยละ 1.9 ต่อปี เมื่อเทียบกับการดำเนินธุรกิจตามปกติจนถึงปี 2560
การใช้น้ำ
ลดปริมาณการใช้น้ำในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง และควบคุมปริมาณน้ำใช้ไม่ให้เพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่มีปริมาณการใช้น้ำสูง 
 
โดยในปี 2559 กลุ่ม ปตท. มีการกำหนดเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในพื้นที่ปฏิบัติการ และ ในพื้นที่อาคารสำนักงาน ดังนี้

• เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในพื้นที่ปฏิบัติการ ร้อยละ 12 ในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2556 (ไม่เกิน 0.344 ล้าน ลบ.ม. ต่อ MMBOE)
• เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในพื้นที่อาคารสำนักงาน ร้อยละ 10 ในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2559 (ไม่เกิน 100 ลิตรต่อคนต่อวัน)

นอกจากนี้ ปตท. ยังได้พัฒนาระบบการติดตาม และจัดการกฎหมายด้านคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมขึ้น  เพื่อเป็นระบบฐานข้อมูลกฎหมาย และข้อปฏิบัติด้าน QSHE สำหรับกลุ่ม ปตท. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงและรับทราบรายการกฎหมายและข้อปฏิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างสะดวก ส่งผลให้กลุ่ม ปตท. สามารถดำเนินงานสอดคล้องตามกฎหมายได้อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นการป้องกันกรณีการละเมิดกฎหมายและข้อปฏิบัติ อีกทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนการปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้อย่างทันท่วงที

อากาศ
ปตท. มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการลดมลพิษที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยควบคุมและกำหนดปริมาณการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และสารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOCs) ซึ่งมีเป้าหมายควบคุมอัตราการปล่อยมลพิษทางอากาศให้เป็นศูนย์ในปี 2563 ทั้งนี้ ในพื้นที่ปฏิบัติการและโรงงานที่ตั้งอยู่ภายในหรือใกล้เคียงกับเขตควบคุมมลพิษยังได้กำหนดมาตรการควบคุมการปล่อยทิ้งมลพิษทางอากาศเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างเข้มข้น นอกจากนี้ ปตท. ยังได้ให้ความสำคัญตั้งแต่สรรหาเครื่องจักรอุปกรณ์ตลอดกระบวนการผลิต โดยคัดเลือกเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยและดีที่สุดในการบำบัด พร้อมทั้งการบำรุงรักษาเครื่องจักรอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน มุ่งเน้นการเลือกใช้เทคโนโลยีที่สะอาด เพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แหล่งกำเนิด รวมถึงการใช้แบบจำลองการฟุ้งกระจายของอากาศ เพื่อประเมินผลกระทบด้านคุณภาพอากาศจากแหล่งกำเนิดไปสู่จุดรับต่างๆ และใช้เป็นแนวทางสำหรับวางแผนพัฒนาและควบคุมการปลดปล่อย SO2 และ NOx ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีการตรวจติดตาม และตรวจสอบปริมาณการรั่วซึมของสารอินทรีย์ระเหยจากแหล่งกำเนิดประเภทอุปกรณ์ด้วยกล้องอินฟราเรดที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติและสถานีก๊าซธรรมชาติหลัก รวมถึงมีการซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุม และลดปริมาณการรั่วซึมของสารอินทรีย์ระเหย
นอกจากนี้ ปตท. ยังได้ปรับปรุงกระบวนการรับ-จ่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทางรถบรรทุก จากการรับผลิตภัณฑ์ด้านบน (Top Loading) เป็นการปรับปรุงงวงจ่ายผลิตภัณฑ์ให้สามารถปรับเพิ่มความยาวของงวงจ่ายท่อนที่ 3 ให้มีความเหมาะสมกับการใช้งาน (Modify Top Loading) หรือเป็นการรับผลิตภัณฑ์ด้านล่างแทน (Bottom Loading) เพื่อลดความแปรปรวนของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ซึ่งจะส่งผลให้สารอินทรีย์ระเหยที่ระบายออกสู่อากาศมีปริมาณลดลง และสามารถลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

ของเสีย
กลุ่ม ปตท. กำหนดเป้าหมายลดปริมาณของเสียอุตสาหกรรมที่กำจัดโดยวิธีการฝังกลบให้เป็นศูนย์ในปี 2563 สำหรับปี 2559 กลุ่ม ปตท. สามารถลดปริมาณของเสียที่นำไปฝังกลบได้โดยเลือกใช้วิธีการกำจัดอื่นที่มีผลกระทบน้อยกว่า เช่น การส่งของเสียไปเผาเป็นเชื้อเพลิงทดแทน ทำเชื้อเพลิงผสม ตลอดจนเป็นวัตถุดิบทดแทนในเตาเผาปูนซีเมนต์ เป็นต้น รวมทั้งได้ร่วมกันดำเนินโครงการ PTT Group Waste Pooling เพื่อเป็นฐานข้อมูลของเสียอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตภายในของแต่ละบริษัท โดยสามารถคัดเลือกประเภทของเสียอุตสาหกรรมเพื่อเข้าร่วมโครงการแล้วเสร็จและพร้อมดำเนินการขั้นต่อไป

 
พลังงาน
ปตท. มีการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในพื้นที่ปฏิบัติการตามทิศทางกลยุทธ์สีเขียว ภายใต้แผนแม่บทด้านประสิทธิภาพพลังงานกลุ่ม ปตท. โดย ปตท. มุ่งพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานสำหรับกลุ่ม ปตท. ให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันทั้งกลุ่ม เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ฐานข้อมูลที่ถูกต้อง กำหนดเป้าหมายและประยุกต์ใช้แผนการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน นอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตได้เช่นกัน ปตท. กำหนดเป้าหมายการลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานร้อยละ 1.9 ต่อปี จนถึงปี 2560 เมื่อเทียบกับการดำเนินงานตามปกติในปี 2554 และอยู่ระหว่างการกำหนดเป้าหมายระยะยาวการลดความเข้มข้นของการใช้ พลังงานจนถึงปี 2563 โดยเป้าหมายดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาโครงการต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง

 

 

ทรัพยากรน้ำ
ปตท. กำหนดกรอบการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก โดยอาศัยกลไกการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง หน่วยธุรกิจ พื้นที่ปฏิบัติการ และบริษัทในกลุ่ม ปตท. ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การบริหารจัดการการใช้น้ำและประสิทธิภาพการใช้น้ำ และการบริหารจัดการน้ำเสีย โดยเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำของพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมดของ ปตท. และกลุ่ม ปตท. เพื่อกำหนดกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการในภาพรวมของกลุ่ม ปตท. ที่ชัดเจน

 

ประสิทธิภาพการใช้น้ำ
ปตท. กำหนดเป้าหมายปี 2563 ลดปริมาณการใช้น้ำในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง และควบคุมปริมาณน้ำใช้ไม่ให้เพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่มีปริมาณการใช้น้ำสูง โดยได้จัดทำแผนกลยุทธ์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยหลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) และหลัก 2Rs (Reserve, Re-visualize) พัฒนาแผนการบริหารจัดการน้ำทิ้งอย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันให้เกิดความร่วมมือและแบ่งปันแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่เป็นเลิศ ภายในกลุ่ม รวมทั้งติดตามและผลักดันโครงการการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐและเอกชนในจังหวัดระยองและชลบุรี ตลอดจนมีกระบวนการในการติดตาม ประเมิน และทบทวนผลการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท. ตามเป้าหมายอย่างเป็นระบบ 

 

การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำ
ปตท. ประเมินความเสี่ยงด้านน้ำในทุกพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านน้ำต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดย ปตท. บริหารจัดการความเสี่ยงผ่านคณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. ซึ่งทำหน้าที่ประเมินและติดตามความเสี่ยงด้านน้ำ และคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออกในอีก 20 ปี ข้างหน้า โดยพิจารณาความเสี่ยงทางกายภาพ ที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงด้านกฎหมาย จากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างราคาน้ำ และความเสี่ยงทางการเงิน ตลอดจนวิเคราะห์ความอ่อนไหว รวมถึงจัดทำแผนการบริหารความเสี่ยงกรณีหากเกิดภัยแล้ง โดยจัดทำแผนดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจและชุมชนใกล้เคียง

ปตท. จัดทำแผนที่น้ำ โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information Systems: GIS) เพื่อเป็นเครื่องมือในการวางแผนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ขาดแคลน ลดความเสี่ยงของการขาดน้ำสำหรับกระบวนการผลิตและลดผลกระทบต่อชุมชน โดยใช้ระบบฐานข้อมูลผลการดำเนินงานด้าน SSHE รวมทั้งประยุกต์ใช้เครื่องมือ Global Water Tool (GWT) ของ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลการใช้น้ำของพื้นที่ปฏิบัติการภายใต้การควบคุมของ ปตท.

นอกจากนี้ คณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. ยังมีการติดตามรายงานสถานการณ์น้ำภาคตะวันออกต่อคณะกรรมการจัดการกลุ่ม ปตท. คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน ผู้บริหาร ปตท. และบริษัทในกลุ่ม รายไตรมาส หรือเมื่อสถานการณ์น้ำอยู่ในภาวะวิกฤต

 

การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก
เนื่องจากพื้นที่ปฏิบัติการหลักของกลุ่ม ปตท. ตั้งอยู่ในภาคตะวันออก (จังหวัดชลบุรีและระยอง) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านน้ำสูง จากเหตุการณ์การขาดแคลนน้ำในปี 2548 ปตท. จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออกอย่างจริงจัง โดยจัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท.  ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและระบบสาธารณูปการของกลุ่ม ปตท. และมีหน้าที่ติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำภาคตะวันออกรวมถึงผลการดำเนินงานโครงการที่เกี่ยวข้องต่อผู้บริหารระดับสูงในกลุ่ม ปตท. และคณะกรรมการการบริหารจัดการน้ำและพลังงานเพื่อความยั่งยืนของกลุ่ม ปตท. รวมถึงแบ่งปันองค์ความรู้ระหว่างบริษัทในกลุ่ม ปตท.

คณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. มีส่วนร่วมในคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออกของจังหวัดระยอง ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงานราชการ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (East Water) และผู้แทนจากภาคเอกชน เพื่อติดตาม ประเมิน วิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบได้อย่างทันท่วงที โดยมีการติดตามเฝ้าระวังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำก่อนและระหว่างเกิดภัยแล้ง และมาตรการบริหารจัดการน้ำเพื่อความยั่งยืน ตลอดจนการพิจารณาแหล่งน้ำทดแทน เพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำเพื่อการผลิต เช่น การสร้างบ่อน้ำสำรอง การติดตั้งหน่วยผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เป็นต้น ซึ่งเสริมสร้างความมั่นคงในสายการผลิตของกลุ่ม ปตท. ลดผลกระทบหากเกิดภาวะภัยแล้งหรือกรณีเกิดการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ รวมถึงการสร้างความสมบูรณ์ด้านทรัพยากรน้ำแก่ชุมชนใกล้เคียง

นอกจากการบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. แล้ว ปตท. ยังได้บูรณาการความร่วมมือเพื่อให้เกิดการพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยจัดตั้งคณะทำงานและศูนย์ประสานงานความร่วมมือเพื่อการจัดการน้ำระหว่างภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย กรมชลประทาน และผู้แทนจากภาคเอกชนของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ประกอบการในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งรวมถึงบริษัทในกลุ่ม ปตท. ด้วย โดยคณะทำงานมีบทบาทหน้าที่บริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คำนึงถึงความต้องการใช้น้ำให้ครบทุกภาคส่วน เช่น ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมและชุมชน การจัดหาแหล่งน้ำที่มีศักยภาพทั้งจากภายในและภายนอกพื้นที่เพิ่มเติม และเสริมสร้างความมั่นคงในการจัดหาน้ำรองรับต่อความต้องการที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่