Skip Ribbon Commands
Skip to Current Path
Skip to main content
Go to Home Page
Go to previous page
เมนู
 
TH

ขนาดตัวอักษร

การแสดงผล

ภาษา

 
TH
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ชุมชน และสังคม
PTTPLC Internet Site | หน้าหลัก | ความยั่งยืน | มิติด้านสังคม | องค์กรที่ดีของสังคม | การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ชุมชน และสังคม

ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สังคมและชุมชน ในหลากหลายมิติ   ส่งเสริมการพัฒนาตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 4, 7 และ 8 โดยมุ่งเน้นสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพ  ส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต  ส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานสะอาด  การพัฒนาทักษะอาชีพและโอกาสในการสร้างรายได้แก่สังคมชุมชน

 

การดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 4 สร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต 

เนื่องจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ปตท. จึงสนับสนุนให้เยาวชนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และส่งเสริมศักยภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดทุกช่วงวัย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างโอกาสทางการศึกษา การส่งเสริมทักษะและความคิดสร้างสรรค์ โดย ปตท. ได้พัฒนาการดำเนินงานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายต่าง ๆ ผ่านโครงการที่สำคัญ ดังนี้  

 

การยกระดับและพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่เยาวชน

สถาบันวิทยสิริเมธีและโรงเรียนกำเนิดวิทย์

ปตท. ส่งเสริมการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านมูลนิธิพลังสร้างสรรค์นวัตกรรม (Power of Innovation Foundation) ซึ่งดูแลสถาบันวิทยสิริเมธี สนับสนุนการสร้างบุคลากรในการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ รวมถึงสนับสนุนการสร้างสายอาชีพนักวิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบในประเทศ และมูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้ (Power of Learning Foundation) ซึ่งดูแลโรงเรียนกำเนิดวิทย์ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการสร้างโอกาสทางการศึกษา ให้บริการด้านวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม รวมถึงปลูกฝังความรักความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

สถาบันวิทยสิริเมธี สถาบันวิทยสิริเมธีเปิดรับนิสิตเข้าศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาจำนวน 170 คน โดยมีนิสิตปริญญาโท รุ่นที่ 1 จำนวน 13 คน จบการศึกษาไปแล้วในปีการศึกษา 2560 นอกจากนี้ สถาบันวิทยสิริเมธียังมุ่งมั่นสร้างสรรค์งานวิจัยที่จะพัฒนาไปสู่นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในด้านต่างๆ ดังนี้สถาบันวิทยสิริเมธีเปิดรับนิสิตเข้าศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาจำนวน 170 คน โดยมีนิสิตปริญญาโท รุ่นที่ 1 จำนวน 13 คน จบการศึกษาไปแล้วในปีการศึกษา 2560 นอกจากนี้ สถาบันวิทยสิริเมธียังมุ่งมั่นสร้างสรรค์งานวิจัยที่จะพัฒนาไปสู่นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในด้านต่างๆ ดังนี้

-  Advanced Functional Materials: การพัฒนางานวิจัยด้านวัสดุหน้าที่พิเศษขั้นสูง เช่น การพัฒนาพื้นผิวของวัสดุ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเกิดปฏิกิริยา ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนในการผลิตในอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนาแคปซูลและส่วนผสมในยาหรือสารตั้งต้นทางเคมีเพื่อการออกฤทธิ์หรือเกิดปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

-  Energy Science and Applied Technology: การพัฒนางานวิจัยวิทยาศาสตร์พลังงานและเทคโนโลยีในการประยุกต์ใช้ เช่น การพัฒนาวัสดุคอมโพสิต (วัสดุผสม) เพื่อใช้เป็นแหล่งกักเก็บพลังงาน  (Energy Storage) การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อเพิ่มคุณภาพของ Bio-Oil การพัฒนาซีโอไลท์ (Zeoilite) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญในกระบวนการกลั่นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  การออกแบบและพัฒนาสารตัวนำไอออน และการพัฒนารูปแบบการเกิดปฏิกิริยาในระดับโมเลกุลให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

-  Biological Inspired Engineering and Sustainable Technology: การพัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างความยั่งยืนในการนำวัสดุจากธรรมชาติ ไปประยุกต์ใช้ เช่น การออกแบบชุดดักจับกลิ่น (Scrubber) ในระบบกำจัดน้ำเสียจากฟาร์มสุกรโดยใช้วัสดุที่หาได้ในพื้นที่และราคาถูก เช่น กาบมะพร้าวและมุ้งไนลอน การพัฒนาตัวดูดซับจากขยะกระดาษ การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาเฉพาะเพื่อใช้ในการผลิต Biodegradable polymers ให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาที่เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารเคมี เชื้อเพลิง และผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า รวมทั้งมีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อน เป็นต้น

-  Data Science and Engineering: การพัฒนางานวิจัยด้านการจัดการข้อมูลดิจิตอลและการใช้ประโยชน์ โดยเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet of Things) และนำมาประยุกต์ใช้กับงานด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์การกีฬา สถาปัตยกรรมศาสตร์ การออกแบบเมือง สาธารณสุข การจัดการข้อมูล การศึกษา และอุตสาหกรรม

 

01.jpg 

 

โรงเรียนกำเนิดวิทย์  กลุ่ม ปตท. เล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเยาวชน เพื่อเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ และนักนวัตกรรมชั้นนำของประเทศในอนาคต จึงจัดตั้งโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายให้กับนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพดีเลิศ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนสามารถศึกษาต่อทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของโลกจนถึงระดับปริญญาเอกและหลังปริญญาเอกได้ ตลอดจนให้ความร่วมมือทางวิชาการ และให้บริการในเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ให้แก่นักเรียน ครู ผู้ปกครอง บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ชุมชน โรงเรียน และบุคคลทั่วไป
ในปัจจุบันมีนักเรียนศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายอยู่ระหว่างศึกษา 3 รุ่น จำนวนรวมทั้งสิ้น 216 คน และในปีการศึกษา 2560-2561 นี้ มีนักเรียนของโรงเรียนกําเนิดวิทย์สำเร็จการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รุ่นแรก จำนวน 71 คน  สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

     02.jpg

โครงการโรงเรียนประชารัฐ

กลุ่ม ปตท. ได้ดำเนินการสนับสนุนด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตอบสนองต่อนโยบายภาครัฐ โดยในปี 2561 ได้ขยายพื้นที่โรงเรียนประชารัฐ จำนวน 82 โรงเรียน เน้นพัฒนาทักษะความรู้และทักษะการสอนแก่ครูในหลักสูตรวิชาการ ได้แก่ Science Technology Engineering and Mathematics Education (STEM Education) ความเป็นผู้นำ และจริยธรรม  ส่งเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนผ่านโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ให้กับโรงเรียนเป้าหมาย ผ่านมูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้  

 

โครงการปิโตรแคมป์สู่แชมป์ปิโตร

ปตท.  ดำเนินโครงการปิโตรแคมป์ สู่แชมป์ปิโตร เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีความรู้ความเข้าใจด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การกลั่น และพลังงาน ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในปี 2561 ปตท. ดำเนินโครงการฯ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 57 คน จาก 13 โรงเรียนทั่วประเทศ ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมค่าย “ปิโตรแคมป์ สู่แชมป์ปิโตร” เพื่อเรียนรู้ด้านวิชาการและทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์ ปิโตรเลียม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ปตท. ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีคัดเลือกเยาวชนจากค่ายฯ ให้ได้ศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมเคมีและวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พร้อมทั้งสนับสนุนทุนการศึกษาต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการศึกษา 4 ปี โดยจนถึงปัจจุบัน มีผู้ได้รับทุนการศึกษาทั้งสิ้น 63 คน และมีผู้สำเร็จการศึกษาแล้วทั้งสิ้น 27 คน โดยผู้สำเร็จการศึกษาบางกลุ่มศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านวิทยาการพลังงานและวิศวกรรมศาสตร์ และบางกลุ่มทำงานเป็นบุคลากรด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มีคุณภาพให้กับภาครัฐและเอกชน

 

โครงการประกวดนวัตกรรมสีเขียว (Youth Greenovation Awards)

กลุ่ม ปตท. ร่วมกับและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดการประกวด “นวัตกรรมสีเขียว ประจำปี 2561” (Youth Greenovation Awards 2018) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษาหรือเทียบเท่า ได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ ประดิษฐ์นวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2561 มีเยาวชนสนใจเข้าร่วม 1,500 คน จากผลงาน 500 ทีม โดยมีทีมได้รับรางวัล 45 ทีม เงินรางวัลรวม 732,000 บาท

        

 

 

โครงการโรงเรียนต้นแบบการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดย ปตท.

ปตท. สนับสนุนการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนรอบสถานประกอบการ ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน โดยในระยะแรกได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง กลุ่ม ปตท. จังหวัดระยอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง และโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ดำเนินโครงการโรงเรียนแห่งศตวรรษที่ 21 ระหว่างปี 2559 – 2563  เพื่อส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนการสอนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้เป็นต้นแบบในการปฏิรูปการเรียนการสอน ในการพัฒนาระบบการขับเคลื่อนองค์กรของผู้บริหาร พัฒนาศักยภาพครู พัฒนาสภาพแวดล้อมและสื่อการสอน สร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชน เพื่อสร้างสภาพที่แวดล้อมส่งเสริมการพัฒนาสติปัญญาและพฤติกรรมของนักเรียน ให้มีคุณลักษณะที่จำเป็นต่อยุคปัจจุบัน อันได้แก่ มีความรู้ด้านการคิดวิเคราะห์ การคำนวณ ภาษา และเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับทักษะการใช้ชีวิต ที่จะทำให้เยาวชนมีศักยภาพพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต  โดยในปี 2561 มีโรงเรียนเข้าร่วมจำนวน 17 แห่ง ในปี 2562  มีแผนในการขยายการดำเนินงานไปยังโรงเรียนที่มีความพร้อมในพื้นที่ใกล้เคียงพื้นที่ธุรกิจของ ปตท. อีก 5 แห่ง และเพิ่มเติมหลักสูตรด้านพลังงานให้กับโรงเรียนต้นแบบ 2 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดระยอง ได้แก่ โรงเรียนวัดเนินกระปรอก และโรงเรียนวัดตากวน

 

โครงการศิลปกรรม ปตท.

ปตท. ส่งเสริมให้เยาวชนพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และแสดงออกผ่านผลงานศิลปะ ในหลากหลายรูปแบบ โดยได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร จัดการประกวดศิลปกรรม ปตท. ครั้งที่ 33 ประจำปี  2561 ภายใต้หัวข้อ หัวข้อ “ภูมิใจ . . . ไทยแลนด์ : Pride of Thailand” โดยเปิดโอกาสให้ศิลปินทุกระดับได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อแสดงความภาคภูมิใจ และเชิดชูความเป็นไทยในมิติต่างๆ โดยมีผู้สนใจจากทั่วประเทศ 632 คนร่วมส่งผลงานเข้าประกวดรวม 785  ชิ้น โดยมีผู้ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 24 รางวัล ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเป็นองค์ประธานในการประทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด ตลอดจนได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการประกวดศิลปกรรม ปตท. ในภูมิภาคต่างๆ มีผลงานส่งเข้าประกวดรวมกว่า 1,000 ผลงาน   
           
  
 

 

การดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ ที่ 7 และ 8 สร้างการเข้าถึงพลังงานสะอาด และพัฒนาทักษะอาชีพและโอกาสในการสร้างรายได้แก่สังคมชุนชน

ปตท. มุ่งเน้นการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนตามวิถีพอเพียง ทั้งการสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพ การพัฒนากระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำรูปแบบการดำเนินงานแบบธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise มาใช้เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถสร้างการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

 

โครงการจัดหาเมล็ดกาแฟชุมชนสำหรับคาเฟ่อเมซอน 
สนับสนุนการพัฒนากระบวนการปลูกและผลิตกาแฟด้วยระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรับซื้อเมล็ดกาแฟกะลา จากชุมชนและวิสาหกิจชุมชน 8 แห่ง ในจังหวัดเชียงราย ดำเนินงานโดย บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และคาเฟ่อเมซอน ในการส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม  ช่วยให้ชุมชนมีรายได้ที่แน่นอนจากการซื้อขายในราคาที่เป็นธรรม (Fair Trade) ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคากาแฟ พร้อมสนับสนุนการจ้างงานชุมชนในท้องถิ่น ผลการดำเนินงานในปี 2561 มีชุมชนร่วมโครงการฯ 2 ชุมชน มีเกษตรกรรวม 40 ครอบครัว จำนวนพื้นที่ปลูกกาแฟประมาณ 560 ไร่ สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรแต่ละรายเพิ่มขึ้น 30,000 บาท/ปี หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10  คิดเป็นจำนวนเงินรวม 1,200,000 บาท/ปี  โดยกำไรจากโครงการฯ จะนำไปขยายผลสู่ชุมชนอื่นๆ และนำไปเป็นกองทุนในการพัฒนาอาชีพ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่เกษตรกรไทยผู้ปลูกกาแฟต่อไป

 

โครงการคาเฟ่อเมซอนเพื่อการสร้างโอกาส (Cafe Amazon for Chance)
ปตท. เปิดโอกาสในการพัฒนาความสามารถ สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ผู้พิการทางการได้ยิน  ในการเป็นบาริสต้าประจำร้านคาเฟ่ อเมซอน โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับการอบรมและฝึกฝนให้สามารถเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการเป็นบาริสต้าตามมาตรฐานของร้านคาเฟ่ อเมซอน สาขาที่ให้บริการโดยผู้พิการทางการได้ยินจะมีการปรับวิธีการทำงานและการสั่งซื้อ ใช้นวัตกรรมเครื่องบดอัตโนมัติ (Hybrid Machine) และระบบ 2 หน้าจอ (Duo Screen) มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน ลดปัญหาความคลาดเคลื่อนในการเตรียมเครื่องดื่ม และทำให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น  โดยกำไรที่ได้จะนำไปใช้ในการขยายสาขาต่อๆ ไป ตามแผนในอนาคต 

ในปี 2561 โครงการสร้างโอกาสให้ผู้พิการจำนวน 12 คน ประกอบด้วย ผู้พิการทางการได้ยิน 10 คน และ ผู้พิการทางการเรียนรู้ 2 คน  ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นบาริสต้าในร้านคาเฟ่ อเมซอน จำนวน 4 สาขา ได้แก่  สาขาสำนักงานอธิการบดี และสาขาคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  สาขาสาขาหอศิลป์ ณ บ้านเจ้าพระยา และสาขาที่สนามเจริญสุขมงคลจิต สุวรรณภูมิ ซึ่งผู้พิการทั้ง 12 คน  มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการมาร่วมทำงานในโครงการฯ ถึงร้อยละ 50 และมีเป้าหมายจะขยายจำนวนสาขาเป็น 8 สาขา ภายในปี 2562 โดยกำไรจากโครงการฯ จะนำไปขยายผลเปิดสาขาเพิ่มเติม แลนำไปเป็นกองทุนในการพัฒนาอบรมและฝึกอาชีพให้แก่ผู้พิการ

 

โครงการพลังงานสะอาดเพื่อชุมชน
ปตท. นำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและพลังงานมาส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สังคมชุมชน และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน  โดยพิจารณาความเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาของชุมชน สร้างรายได้ และลดรายจ่ายด้านพลังงาน ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนในการร่วมออกแบบโครงการฝึกอบรมให้มีทักษะในการบริหารจัดการและดูแลระบบได้ด้วยตนเอง ปัจจุบัน มีโครงการที่ใช้พลังงานสะอาดในรูปแบบต่างๆ ดังนี้ 

 ระบบก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกร (Biogas)
ปตท. ได้พัฒนาโครงการระบบก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกร ตำบลท่ามะนาว อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนในการวิเคราะห์ศักยภาพด้านพลังงานทดแทน ออกแบบและพัฒนาระบบฯ ตลอดจนจัดตั้งคณะทำงานของชุมชนสำหรับบริหารกลุ่มผู้ใช้ก๊าซจากมูลสัตว์ ซึ่งชุมชน ไม่เพียงประหยัดค่าใช้จ่ายจากการที่โครงการฯ ส่งก๊าซชีวภาพให้กับชุมชนกว่า 671 ครัวเรือน ทดแทนการใช้ก๊าซ LPG แล้ว  ยังจะสามารถลดความขัดแย้งเรื่องกลิ่นซึ่งเกิดจากการปล่อยน้ำเสียจากฟาร์มสุกรได้อีกด้วย อีกทั้งชุมชนยังขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ประเภทการจัดการขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และวัสดุเหลือใช้ โดยมีระยะเวลาการรับรองคาร์บอนเครดิตของโครงการรวมทั้งสิ้น 7 ปี

นอกจากนี้ ปตท. ยังขยายผลโครงการระบบก๊าซชีวภาพฯ โดยการถอดบทเรียนจากโครงการระบบก๊าซชีวภาพฯ ตำบลท่ามะนาว หรือท่ามะนาวโมเดล ไปยังอีก 3 พื้นที่ ได้แก่ ตำบลท่ามะนาว จังหวัดลพบุรี ตำบลคำแคน จังหวัดขอนแก่น และตำบลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนลดการพึ่งพาพลังงานหลักและแก้ปัญหากลิ่นเหม็นและน้ำเสียจากมูลสุกร ซึ่งในปัจจุบันชุมชนทั้ง 3 แห่ง ได้กลายเป็นชุมชนต้นแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมในระบบการจัดการพลังงานท้องถิ่น

- ระบบก๊าซชีวภาพฯ ตำบลท่ามะนาว อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี (ปี 2558 – ปัจจุบัน) ในปี 2559 ขึ้นทะเบียน T-VER โดยรับรองคาร์บอนเครดิต และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 737 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี  ในปี 2561 มีจำนวนครัวเรือน ที่ดำเนินการแล้ว รวม 111 ครัวเรือน  สามารถลดรายจ่ายด้านพลังงานให้แก่ชุมชน 360,998 บาทต่อปี

- ระบบก๊าซชีวภาพฯ ตำบลคำแคน อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น (ปี 2559 – ปัจจุบัน) ระบบก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรฯ ตำบลคำแคน ขึ้นทะเบียน T-VER โดยรับรองคาร์บอนเครดิต และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 403 ตันต่อปี  ช่วยลดผลกระทบจากกลิ่นเหม็น น้ำเสีย และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 210 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี อีกทั้งชุมชนจำนวน 35 ครัวเรือน สามารถลดรายจ่ายด้านพลังงานให้แก่ชุมชน 172,512 บาทต่อปี 

- ระบบก๊าซชีวภาพฯ ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ (ปี 2559 – ปัจจุบัน) ระบบก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรฯ ตำบลสันทราย ช่วยให้วัดและชุมชนจำนวน 37 ครัวเรือน ได้ใช้ก๊าซชีวภาพทดแทน LPG สามารถลดรายจ่ายด้านพลังงานให้แก่ชุมชน 116,168 บาทต่อปี ระบบก๊าซชีวภาพฯ ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ (ปี 2559 – ปัจจุบัน) ระบบก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรฯ ตำบลสันทราย ช่วยให้วัดและชุมชนจำนวน 37 ครัวเรือน ได้ใช้ก๊าซชีวภาพทดแทน LPG สามารถลดรายจ่ายด้านพลังงานให้แก่ชุมชน 116,168 บาทต่อปี

          
 
 
  
 
ระบบส่งน้ำโดยเครื่องตะบันน้ำ (Hydraulic Ram pump)
จากการดูแลชุมชนทั่วประเทศ ทำให้พบว่าพื้นที่อีกหลายแห่งในประเทศไทย ยังประสบปัญหาการเข้าถึงน้ำสะอาด เพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ปตท. จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำด้วยพลังงานสะอาด เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติ ที่เหมาะสมกับภูมิประเทศของตน แก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืน
 
ในปี 2556 ปตท. เริ่มพัฒนาระบบส่งน้ำขึ้นเป็นครั้งแรกที่ หมู่บ้านขนุนคลี่ ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนพื้นที่แนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ตะวันตก (ไทย-เมียนมาร์) เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคของชุมชนในพื้นที่สูง โดยได้ร่วมกับชุมชนบ้านขนุนคลี่ สำรวจสภาพภูมิประเทศ พร้อมทั้งศึกษาออกแบบ และพัฒนาระบบส่งน้ำโดยเครื่องตะบันน้ำ (Hydraulic Ram Pump) ซึ่งไม่ใช้พลังงานจากไฟฟ้าหรือน้ำมัน จนสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในชุมชนได้สำเร็จ ซึ่งโครงการฯ สามารถแก้ไขปัญหาการเข้าถึงแหล่งน้ำให้กับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 

จากนั้น ปตท. ได้ถอดบทเรียนและนำองค์ความรู้จากการดำเนินโครงการฯ ในพื้นที่ดังกล่าว มาขยายผลและพัฒนาต่อยอดเป็นโมเดลการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ที่มีลักษณะสภาพภูมิประเทศต่างๆ กัน โดย ปตท. ได้ขยายผลการดำเนินโครงการฯ ไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 17 แห่ง ทำให้ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากน้ำสะอาดได้ปีละกว่า 225,661.25 ลูกบาศก์เมตร ทั้งในภาคครัวเรือน การเกษตร และการป้องกันไฟป่า ทั้งนี้ ปตท. ยังคงพัฒนาเครื่องตะบันน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 สามารถออกแบบและพัฒนาประสิทธิภาพทำให้เครื่องตะบันน้ำส่งน้ำไปยังพื้นที่ที่มีระดับความสูงได้ถึง 350 เมตร เป็นระยะทางไกลกว่า 2,300 เมตร โดยมีแผนที่จะขยายและต่อยอดโครงการไปในพื้นที่ที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการพัฒนา PTT Hydraulic Ram Pump  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป

  
 
ระบบเซลล์แสงอาทิตย์แบบติดตั้งลอยน้ำ (Floating PV)
ปตท. ตระหนักถึงปัญหาการจัดการน้ำในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบกรับต้นทุน ในการนำน้ำจากแหล่งน้ำในพื้นที่มาใช้ประโยชน์ ซึ่งชุมชนการเกษตรส่วนใหญ่มักพึ่งพาพลังงานหลักจากน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (HSD) ที่มีต้นทุนสูงและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปตท. จึงได้นำปัญหาดังกล่าวมาหารือกับชุมชนในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขร่วมกัน และนำความรู้ความเชี่ยวชาญขององค์กรในเรื่องการบริหารจัดการพลังงานมาแก้ไขปัญหา โดยพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์แบบติดตั้งลอยน้ำ หรือ Floating PV ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทภาคเกษตรกรรมของไทย มาประยุกต์ใช้ในการส่งน้ำจากแหล่งน้ำที่ไฟฟ้าเข้าไปถึงไปยังพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลให้เกษตรกรสามารถขยาย และใช้พื้นที่เพาะปลูกได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย  โดยปี 2561 มีพื้นที่โครงการรวม 11 พื้นที่ มีครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 500 ครัวเรือน สามารถผลิตไฟฟ้าได้รวม 135,000  หน่วยต่อปี  ส่งผลให้ชุมชนสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้กว่า 885,000 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซก๊าซเรือนกระจกได้ 78.58 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี