ความยั่งยืน

นวัตกรรมและความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์

ความยั่งยืน

นวัตกรรมและความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน





โอกาสและความท้าทาย

จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและสังคมมากยิ่งขึ้น ปตท. จึงไม่หยุดยั้งในการคิดค้นนวัตกรรมสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบรับการดำรงชีวิตในปัจจุบันและอนาคต พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตั้งแต่การปรับตัวและการเตรียมความพร้อมของบุคลากรและโครงสร้างหน่วยงาน การพัฒนารูปแบบการบริหาร การจัดหาและจำหน่ายพลังงานที่มีผู้ประกอบกิจการและผู้ซื้อจำนวนมาก ด้วย Energy Platform ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Smart Grid และ Energy Storage ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้ง ปตท. ยังให้ความสำคัญต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์โดยมีการประเมินผลกระทบในรูปแบบ Life Cycle Assessment ของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของกลุ่ม ปตท. และเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อขานรับกับพฤติกรรมและทัศนคติของลูกค้า คู่ค้า ในการรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์ GREEN FOR LIFE นอกจากนี้ ปตท. ยังคงคิดค้นนวัตกรรมเพื่อยกระดับการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การป้องกันการเกิดการหยุดผลิตกระทันหัน และลดผลกระทบต่อการผลิตของลูกค้า เป็นต้น รวมทั้ง ปตท. ยังคงต้องเผชิญกับผู้ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติรายใหม่ ที่สนใจนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในราคาต่ำมาแข่งขันในประเทศมากขึ้น สอดคคล้องกับนโยบายส่งเสริมให้มีการแข่งขันในตลาดการจัดหาก๊าซธรรมชาติของภาครัฐ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะทำให้ลูกค้าของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. กลายเป็นคู่แข่งในการจัดหาในอนาคตด้วย



แนวทางการจัดการ

นวัตกรรมและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ GRI416-1

ธุรกิจในปัจจุบันจำเป็นต้องก้าวทันแนวโน้มและทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก ปตท. นำโอกาสและความท้าทายของเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีการดำรงชีวิตของประชากรที่เปลี่ยนแปลง  มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และตอบรับกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล

การวิจัยพัฒนา การจัดหาผลิตภัณฑ์ (สินค้าและบริการ) ที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เป็นสิ่งที่ ปตท. ให้ความสำคัญ โดย ปตท. จัดให้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของนโยบายคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม กลุ่ม ปตท. แต่ละหน่วยธุรกิจดำเนินการบริหารจัดการตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันออกไป มีแนวทางการบริหารจัดการที่ครอบคลุมรายการผลิตภัณฑ์ การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพและความปลอดภัย ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ ประเมินวัตถุดิบ และประเมินความเสี่ยงของกระบวนการหลักต่าง ๆ ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยระบุในข้อกำหนดของการออกแบบและมาตรฐานทางวิศวกรรมของ ปตท.

การวิจัย พัฒนา และส่งเสริมนวัตกรรม

ปตท. สร้างพื้นฐานการพัฒนานวัตกรรม โดยจัดตั้งสถาบันนวัตกรรม ปตท. ซึ่งดำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนางานด้านผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม/ปิโตรเคมี กระบวนการผลิต พลังงานทดแทน และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท. และเพื่อเป็นการกระตุ้นแนวคิดด้านนวัตกรรมของสังคมไทย ทั้งนี้ ปตท. มีกระบวนการกลั่นกรองวิจัย หรือ PTT I2C Gate ประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้

โดยกระบวนการกลั่นกรองงานวิจัยเริ่มจาก การรับฟังความคิดเห็นเพื่อประเมินความต้องการของลูกค้า การประเมินความต้องการของแต่ละหน่วยธุรกิจ หรือการคิดค้นของพนักงาน แล้วจึงจัดทำแผนงานโครงการและงบประมาณ เพื่อเสนอแผนวิจัยและพัฒนาประจำปี และแผนระยะยาว 5 ปี ต่อคณะกรรมการแผนวิสาหกิจพิจารณากลั่นกรอง และนำเสนอต่อคณะกรรมการจัดการ ปตท. และคณะกรรมการ ปตท. พิจารณาอนุมัติ ตามลำดับ นอกจากนี้ ปตท. ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกอย่างต่อเนื่องในการจัดการแข่งขันการคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านพลังงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการคิดค้นนวัตกรรมของประเทศไทย

นโยบายการบริหารจัดการนวัตกรรม ปตท.
แผนแม่บทการจัดการนวัตกรรม

ข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ (สินค้าและบริการ)

ทุกผลิตภัณฑ์ รวมถึงรถขนส่งของ ปตท. ต้องแสดงข้อมูลความปลอดภัย และติดป้ายเตือนอันตราย ที่สอดคล้องตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และมาตรฐานสากลต่าง ๆ อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ปตท. ยังมุ่งมั่นในการให้ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับการตัดสินใจของผู้บริโภค ผ่านกิจกรรมด้านการตลาดและการสื่อสารต่าง ๆ โดยไม่ทำการอันใดที่เป็นการหลอกลวงหรือชวนเชื่อในข้อมูลที่ไม่เป็นจริงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ภาพและเสียงที่ปรากฏในสื่อโฆษณาของกลุ่ม ปตท. ทุกชิ้นต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจพิจารณาการโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ นอกจากนี้ ปตท. ยังมุ่งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ของ ปตท. ผ่านการประชุมสัมมนา และการเข้าเยี่ยมกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่มเป็นประจำ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย

ในปี 2563 ปตท. ไม่พบกรณีความไม่สอดคล้องต่อข้อกำหนด กฎระเบียบและกฎหมายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงกฎระเบียบด้านการติดฉลาดผลิตภัณฑ์ การรักษาข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า และการสื่อสารเชิงการตลาดของผลิตภัณฑ์


ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ปตท. มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ได้แก่ การพัฒนาพลังงานทางเลือกและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีแผนที่จะนำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ตลาดมากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ปตท. ยังดำเนินการพัฒนาธุรกิจพลังงานทดแทน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว โดยจัดตั้งสถานีประจุไฟฟ้านำร่องและออกแบบจุดเติมประจุไฟฟ้าจากเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ในสถานีบริการ ปตท. และสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ เพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ในด้านการสร้างความตระหนักรู้ในสังคมเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ (สินค้าและบริการ) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปตท. ใช้ตราสัญลักษณ์รับรองความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสัญลักษณ์ GREEN FOR LIFE ซึ่งเป็นฉลากสิ่งแวดล้อมแบบรับรองตนเอง (Self-Declared) ตามแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (ISO14021:2016) และอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีความถูกต้องแม่นยำ ทวนสอบได้ ให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ป้องกันความสับสนของผู้บริโภค ช่วยส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท.


การบริหารลูกค้าสัมพันธ์

ปตท. มีการบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์แบบแยกหน่วยธุรกิจ ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์และบริการ ครอบคลุมทั้งในด้านการสำรวจความต้องการและความคาดหวัง การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองและพัฒนาความพึงพอใจเพื่อสร้างความผูกพันในการใช้สินค้าและบริการ การบูรณาการกระบวนการมุ่งเน้นลูกค้าร่วมกับกระบวนการอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ มีกรอบเวลาในการปฏิบัติและปรับปรุงระบบการทำงานที่ชัดเจน เช่น การกำหนดและทบทวนช่องทางการเรียนรู้ลูกค้าและตลาด การวิเคราะห์สารสนเทศด้านตลาด กระบวนการสร้างความผูกพันของลูกค้า เป็นต้น 

ทุกหน่วยธุรกิจกำหนดแนวทางการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเป็นระบบเป็นไปในแนวทางเดียวกัน แต่อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันตามกลุ่มลูกค้า เช่น มีการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ การรับเรื่องร้องเรียนผ่าน 1365 Contact Center การสำรวจความพึงพอใจประจำปี เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และนำไปวิเคราะห์ให้เป็นสารสนเทศที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการได้ มีการเข้าเยี่ยมลูกค้าอย่างมีแบบแผนและต่อเนื่อง การประชุมสัมมนาร่วมกับลูกค้า การจัดทำฐานข้อมูลลูกค้าที่มีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยและสามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้ตลอดเวลา การสร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เป็นต้น

ความพึงพอใจของลูกค้า

ปตท. คำนึงถึงความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าซึ่งเป็นผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์และบริการ รวมทั้งผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อให้ได้รับผลิตภัณฑ์และบริการในราคาที่เป็นธรรม มีคุณภาพ และมีความรับผิดชอบต่อลูกค้าและผู้บริโภค ปตท. จึงกำหนดให้ระดับความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดขององค์กร โดยสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าประจำปี โดยแบ่งกลุ่มลูกค้าตามหน่วยธุรกิจ ได้แก่ ลูกค้าของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และลูกค้าของหน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ กระบวนการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานภายนอก ด้วยวิธีการที่ได้มาตรฐาน ครอบคลุมกระบวนการเก็บข้อมูลทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อความครบถ้วนและโปร่งใส ซึ่งคณะกรรมการของแต่ละหน่วยธุรกิจจะพิจารณานำข้อเสนอแนะจากการสำรวจความพึงพอใจมาเป็นข้อมูลในการกำหนดแผนการพัฒนาปรับปรุงและแผนการดำเนินงานประจำปี เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม

กระบวนการรับเรื่องร้องเรียน

ปตท. มีศูนย์บริการคำสั่งซื้อและลูกค้าสัมพันธ์ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริการ แนะนำข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะด้านผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ พร้อมทั้งรับผิดชอบการพัฒนาระบบงานที่ใช้สนับสนุนการรับคำสั่งซื้อ และระบบรับข้อร้องเรียน โดยคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะหรือข้อร้องเรียนจากลูกค้าหน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และหน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยมีระบบศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ เป็นเครื่องมือในการให้บริการลูกค้า เก็บข้อมูล และติดตามการแก้ไขข้อร้องเรียนต่าง ๆ ซึ่งศูนย์บริการฯ จะดำเนินงานตามข้อเสนอแนะหรือข้อร้องเรียนทันที แต่หากพบกรณีที่เกี่ยวข้องกับหน่วยธุรกิจ ศูนย์บริการฯ จะสื่อสารไปยังหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อตอบสนองข้อร้องเรียนดังกล่าว ภายใน 1 วัน และจะสำรวจความพึงพอใจต่อการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียน ภายหลังปิดเรื่องแล้ว 3 วัน

ปตท. กำหนดช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนผ่านทาง 1365 Contact Center Email Website และผู้แทนเขตการขายหรือพนักงานการค้าระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่ดูแลติดต่อกับลูกค้า  เมื่อได้รับข้อร้องเรียนจะส่งต่อให้กับผู้รับผิดชอบเพื่อรับเรื่อง และแจ้งวิธีการตรวจสอบหรือการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น และการตอบกลับหรือประสานงานติดตามความก้าวหน้าของการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนจากผู้รับผิดชอบและรายงานข้อมูลกลับให้กับผู้ร้องเรียน ซึ่งการติดตามและรายงานความก้าวหน้าจะเป็นไปตาม Service Level Agreement: SLA ที่กำหนดไว้ อาทิ การตอบสนองต่อข้อร้องเรียนภายใน 24 ชม. การแจ้งสาเหตุและแนวทางแก้ไขภายใน 7 วัน หากไม่มีความก้าวหน้าภายใน 30 วัน ข้อร้องเรียนจะถูกแจ้งไปยังผู้บริหารระดับผู้จัดการฝ่าย และหากไม่มีความก้าวหน้าภายใน 60 วัน ข้อร้องเรียนจะถูกแจ้งไปยังผู้บริหารระดับผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ รวมทั้ง การให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาจาก Root Cause ของปัญหา เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุที่มาของข้อร้องเรียนนั้น ๆ เกิดขึ้นซ้ำ

นอกเหนือจากช่องทางดังกล่าว ปัจจุบัน ปตท. ยังมีการใช้สื่อทางสังคม เป็นช่องทางในการสื่อสารและรับข้อร้องเรียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อตอบสนองกับวิถีชีวิตของลูกค้าและผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น Facebook และ PTT News เป็นต้น โดยฝ่ายสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กรเป็นผู้บริหารการสื่อสารช่องทางเหล่านี้ เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น ราคาน้ำมัน ข่าว โปรโมชั่นต่าง ๆ รวมทั้งการรับข้อเสนอแนะจากลูกค้าและผู้บริโภค เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย



ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

ปตท. ยังคงมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้มีผลิตภัณฑ์สำหรับจำหน่ายแก่ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ตามชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) จากผลของการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ตั้งแต่การบริหารการจัดหา การผลิตแยกก๊าซธรรมชาติ ซ่อมบำรุง บริการลูกค้า และปฏิบัติการตามสถานีจำหน่ายก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ นอกจากนี้ ปตท. ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ จากผลสำรวจของลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาใช้ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยมีตัวอย่างสำคัญ ดังนี้

  1. ศูนย์ควบคุมการบริหารรับจ่ายก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นศูนย์กลางปฏิบัติงานบริหารรับจ่ายก๊าซธรรมชาติ ตลอด 24 ชั่วโมง  เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า รองรับการแข่งขัน และตอบสนองต่อความมั่นคงทางด้านพลังงาน โดยประกอบด้วย 4 ระบบ ดังนี้ 1) ระบบการควบคุมติดตามการรับจ่ายก๊าซธรรมชาติ (GSM Monitoring System) ซึ่งทำหน้าที่แสดงปริมาณและคุณภาพก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิต รวมถึงการใช้ก๊าซธรรมชาติของลูกค้าแบบ Real Time 2) ระบบปฏิบัติการของการรับจ่าย (i-Connect System) เป็นระบบที่ใช้ในการบันทึกลำดับเหตุการณ์รับจ่ายก๊าซธรรมชาติ พร้อมทั้งติดตามเหตุการณ์ที่สำคัญที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ แทนการบันทึกลงบนเอกสาร ซึ่งสามารถแจ้งข้อมูลที่สำคัญให้แก่ผู้ผลิต และลูกค้าได้ทันที รวมทั้งจัดทำรายงานเชิงวิเคราะห์ต่อผู้บริหาร 3) ระบบ AI Assistant & BOT เป็นระบบที่ใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลของผู้ผลิตและลูกค้าที่มีปริมาณมาก และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานปฏิบัติการภายใต้ข้อกำหนดและสัญญา และ 4) ระบบ Digital Dashboard แสดงผลข้อมูลที่สำคัญต่อการตัดสินใจของ Shipper ได้ทันที เพื่อใช้ประสานงานกับผู้ผลิตและลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า 
  2. การบริการในการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ หรือ The Soothsayer เป็นเครื่องมือนวัตกรรมที่ใช้สำหรับพยากรณ์ความเสียหายและพฤติกรรมผิดปกติล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดขึ้นกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตของโรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง โดยใช้ข้อมูลในอดีตของเครื่องจักร สร้างอัลกอริทึม (Algorithm) ประเมินค่าความสัมพันธ์ของแต่ละพารามิเตอร์ และนำไปสร้างแบบจำลองทางสถิติ ทำให้ระบบสามารถพยากรณ์พฤติกรรมผิดปกติได้อย่างแม่นยำ สามารถแจ้งเตือนได้ล่วงหน้า ทันเวลาในการเตรียมงานซ่อม เช่น วางแผนการผลิต แจ้งเตือนลูกค้า จัดเตรียมอะไหล่และบุคลากร เป็นต้น ทำให้ป้องกันการเกิดการหยุดผลิตกระทันหันได้ และลดผลกระทบต่อการผลิตของลูกค้าทั้งโรงไฟฟ้าและโรงงานปิโตรเคมี โดยสามารถประยุกต์ใช้กับเครื่องจักรในอุตสาหกรรมที่นอกเหนือจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติได้ จึงทดลองจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในปี 2563 ภายใต้บริษัท อัลฟ่า คอม จำกัด และมีลูกค้ารายแรก คือ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด
  3. การให้บริการปรึกษาการบริหารจัดการพลังงาน ริเริ่มจากการวิเคราะห์ผลสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าภาคอุตสาหกรรมในปีที่ผ่านมา โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ในการจัดการข้อมูล สรุปเชิงวิเคราะห์ แนะนำ และเสนอบริการเสริมในการประยุกต์ใช้หรือประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน อีกทั้งเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่สังคมดิจิทัล
  4. การให้บริการปรึกษาครบวงจรสำหรับระบบรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติอัดและก๊าซธรรมชาติเหลว เป็นการให้คำปรึกษา ในการออกแบบก่อสร้างระบบรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติอัดและก๊าซธรรมชาติเหลว รวมถึงการขนส่งไปยังโรงงานอุตสาหกรรมนอกแนวท่อส่งก๊าซฯ การให้บริการสอบเทียบเครื่องมือวัดในสถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์รวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรม 
  5. ศูนย์ฝึกอบรมดับเพลิง ที่จังหวัดราชบุรี ให้บริการพื้นที่ซ้อมแผนฉุกเฉิน และอบรมด้านความปลอดภัยในหลักสูตรต่าง ๆ ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการต่อยอดความชำนาญในการสร้างธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
  6. ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. ยังสานสัมพันธ์กับลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 โดยการประชุมและติดต่อผ่านโปรแกรมออนไลน์  รวมถึงพัฒนาหลักสูตรอบรมในรูปแบบออนไลน์อย่างต่อเนื่อง  เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในการเข้าถึงความรู้ได้ตลอดเวลา และแสดงถึงความมุ่งมั่นของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. ในการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าในทุกสถานการณ์ 


ผลิตภัณฑ์และบริการสีเขียว (Green Products and Services)


เป้าหมายปี 2563ผลการดำเนินงานปี 2563
เพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ (สินค้าและบริการ) ที่ได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์ GREEN FOR LIFE และคงไว้ซึ่งการรับรองของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์ GREEN FOR LIFE กับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองแล้วอย่างต่อเนื่อง โดยนำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของภาครัฐ

3


ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองตราสัญลักษณ์ Green for Life ประจำปี 2563




ค่า R&D Performance Index หรือตัวชี้วัดด้านนวัตกรรม

ปี 25602561 2562 2563
ค่า R&D Performance Index 318 342 236 509
เป้าหมาย 300 320 295 240


ผลการดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม



ปริมาณเชื้อเพลิงชีวภาพที่จัดหาเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย



ปริมาณขายเชื้อเพลิงชีวภาพ (พันล้านลิตร/ปี) ของปี 2563



*หมายเหตุ:

จำหน่ายโดยบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)


ผลการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า (ร้อยละ)



ปตท. ยังคงสามารถรักษาระดับความพึงพอใจของลูกค้าไว้ได้ในระดับสูง แม้จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินการตามแผนสร้างความสัมพันธ์ลูกค้าตามปกติ เช่น การเข้าพบปะเยี่ยมเยียนในแต่ละประเทศ การประชุมหารือการค้า การเข้าร่วมสัมมนาด้านการค้าระหว่างประเทศในโอกาสต่าง ๆ และการจัดสัมมนาลูกค้าประจำปี เป็นต้น ปตท. จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการสร้างความสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในรอบปีที่ผ่านมา เช่น การร่วมกับบริษัทคู่ค้าในประเทศจีนเพื่อจัดหาหน้ากากอนามัยช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยในช่วงเริ่มต้นการแพร่ระบาดในประเทศจีน การจัดทำและส่งมอบเจลแอลกอฮอล์ให้แก่คู่ค้าในประเทศ การจัดทำและส่งมอบหน้ากากอนามัยแบบผ้าให้กับคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ การจัดทำและส่งคลิปวิดีโอแทนความห่วงใยในช่วง Lockdown ผ่านช่องทางอีเมลและการส่งข้อความออนไลน์ต่าง ๆ การจัดประชุมผ่านระบบ Video Conferences ร่วมกัน รวมไปถึงการพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ไม่สามารถรับสินค้าได้ตามสัญญา เป็นต้น

คะแนนความยึดมั่นในค่านิยม SPIRIT ในส่วนของพฤติกรรมด้าน Innovation ตั้งแต่ปี 2560-2563 

*หมายเหตุ:

ไม่มีการกำหนดค่าเป้าหมายเป็นรายพฤติกรรม แต่มีการกำหนดค่าเป้าหมายของคะแนนความยึดมั่นค่านิยม SPIRIT โดยรวม ดังนี้


คะแนนความยึดมั่นในค่านิยม SPIRIT

 

ตัวอย่างโครงการหรือกิจกรรมที่สำคัญ

โครงการ Liquefied Natural Gas Storage and Regasification Mobile Unit (LNG-SRM)

เพื่อให้สามารถขนส่งก๊าซธรรมชาติ ไปยังลูกค้าซึ่งอยู่พื้นที่ห่างไกล นอกแนวท่อก๊าซธรรมชาติได้นั้น ปตท. ได้ออกแบบให้ระบบถังรับและแปลงสภาพก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นแบบเคลื่อนย้ายได้ (Liquefied Natural Gas Storage and Regasification Mobile Unit: LNG-SRM) เพื่อให้สามารถขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีปริมาณมากกว่าการขนส่งก๊าซธรรมชาติอัดถึง 6 เท่า แล้วจึงแปลงสภาพและปรับปรุงคุณภาพที่สถานีก๊าซธรรมชาติหลัก ทดแทนการขนส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์จากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักอื่น ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายการขนส่ง รวมทั้งยังสามารถเพิ่มศักยภาพในการส่งในช่วงแหล่งก๊าซธรรมชาติหยุดซ่อมบำรุงด้วยการประยุกต์และขยายการให้บริการให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน ส่งผลให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นและมีความพึงพอใจต่อการให้บริการมากยิ่งขึ้น

โครงการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA)

ปตท. ได้เล็งเห็นความสำคัญของการประเมินวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) โดยนำมาใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การผลิต การใช้งาน จนถึงการจัดการซากของผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน ซึ่งรวมถึงการขนส่งที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยในปี 2563 ได้ประเมินวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ในส่วนของผลิตภัณฑ์ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม จำนวน 2 ผลิตภัณฑ์ คือ ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (Natural Gasoline: NGL) และ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG) ทั้งนี้ได้นำข้อมูลการศึกษา LCA ไปต่อยอดการขอการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ และได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการศึกษา LCA สำหรับบรรจุภัณฑ์ของคาเฟ่ อเมซอน และผลิตภัณฑ์ Upcycling ของคาเฟ่ อเมซอน รวมจำนวน 9 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติก PP และ PET ทั้งขนาด 16 ออนซ์ และ 22 ออนซ์ โต๊ะที่ผลิตจากจากเยื่อกาแฟ ผ้าคลุมโซฟา เสื้อยืดคอกลม (T-shirt) ผ้ากันเปื้อนสำหรับพนักงานร้านคาเฟ่ อเมซอน และแก้ว Tumbler ที่ผลิตจากแก้วพลาสติก "PET" ของคาเฟ่ อเมซอน โดยดำเนินการเปรียบเทียบผลกระทบสิ่งแวดล้อมในแต่ละด้านของวัสดุดั้งเดิมที่ใช้สำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์นั้น ๆ กับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุที่เป็น Upcycling เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น ปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกต่อชิ้นของผลิตภัณฑ์ ปริมาณการลดการใช้น้ำต่อชิ้นของผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

โครงการ GREEN FOR LIFE 

กลุ่ม ปตท. มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครอบคลุมสินค้าและบริการที่ใช้ตราสัญลักษณ์ของกลุ่ม ปตท. หรือสินค้าของคู่ค้าที่ผลิตจากผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่บรรจุสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ ผ่านการคิดค้นนวัตกรรมที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ปตท. จึงได้พัฒนาและปรับปรุงแนวทางการรับรองผลิตภัณฑ์ (สินค้าและบริการ) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกลุ่ม ปตท. ภายใต้ตราสัญลักษณ์ GREEN FOR LIFE โดยในปี 2563 มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง GREEN FOR LIFE จำนวน 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กระถางต้นไม้ที่ผลิตจากกรวยยางเก่านำไปรีไซเคิล เพื่อลดปัญหาจากปริมาณขยะที่เกิดจากกรวยยางที่ผ่านการใช้งานแล้ว โดยชิ้นงานกระถางต้นไม้นี้ผลิตโดยใช้วัสดุรีไซเคิลร้อยละ 100 จากกรวยยางจราจรที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกสไตรีนที่มีส่วนผสมของยางพาราร้อยละ 35 โดยน้ำหนัก และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดกระจกรถยนต์ ที่ผลิตจากน้ำมันพืชและน้ำตาล ซึ่งเป็นวัสดุหมุนเวียน โดยมีองค์ประกอบของวัสดุหมุนเวียนร้อยละ 6.60 โดยน้ำหนัก สอดคล้องกับกลยุทธ์ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าโดยยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย

สถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สายงานก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ยังคงเดินหน้าขยายโครงการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในสถานีบริการโดยการปรับปรุงระบบจ่ายก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ในปี 2563 ได้ขยายเพิ่มเติมอีก 1 สถานี ประกอบด้วย สถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ปตท. เอ็มเอสซี ปิโตรเลียม สามารถลดการใช้พลังงานและลดความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 23.68 และมีการต่ออายุการรับรอง 1 สถานี ได้แก่ สถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ปตท. ช.สามเศียร สามารถลดการใช้พลังงานและลดความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 19.41 ส่งผลให้ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสัญลักษณ์ GREEN FOR LIFE ในระดับ 3 ดาว ซึ่งสอดคล้องตามกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย