ความยั่งยืน

การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

ความยั่งยืน

การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
      





โอกาสและความท้าทาย

ประเทศไทยได้มีการผลักดันและขับเคลื่อนการแก้ไขด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านคุณภาพอากาศ ขยะมูลฝอย  น้ำเสีย และทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม โดยเฉพาะการจัดการคุณภาพอากาศและปัญหาขยะมูลฝอย ผ่านการกำหนดนโยบายและวาระแห่งชาติในด้านที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เช่น วาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละออง การขอความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดำเนินงานเพื่อลดและเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single Use Plastic) เป็นต้น

ในส่วนของธุรกิจพลังงานซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ เพื่อผลิตเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่าง ๆ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม การขนส่ง ตลอดจนการอุปโภคบริโภคของประชาชนทั่วประเทศนั้น ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นหัวใจของการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของ ปตท. ภายใต้หลักปฏิบัติ 2 ประการ ได้แก่ การป้องกันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมความยั่งยืนของธุรกิจและสิ่งแวดล้อมในสายโซ่อุปทาน

โดยการมุ่งมั่นในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในประเด็นสังคมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการเป็นผู้นำในการนำกลไกราคาคาร์บอนมาใช้ประกอบการพิจารณา การลงทุนในโครงการที่ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนในการดำเนินงาน เพื่อยกระดับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์ และมีประสิทธิภาพสูงสุด

แนวทางการจัดการ

การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

กลไกการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมถูกผนวกไว้เป็นหนึ่งในกลไกการบริหารจัดการภายใต้ “ระบบบริหารจัดการของ ปตท. (PTT Integrated Management System: PIMS)” ซึ่งได้บูรณาการข้อกำหนดพื้นฐานในการบริหารจัดการที่นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน พร้อมทั้งได้มีการผลักดันการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมผ่าน “นโยบายด้านคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม (Quality, Security Safety Health and Environment (QSHE) Policy)” ซึ่งรวมถึงการบูรณาการกรอบในการจัดการด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม กลุ่ม ปตท. เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นขององค์กรและเป็นกรอบในการบริหารจัดการด้าน QSHE ให้ผู้บริหารและพนักงานในองค์กร ตลอดจนบริษัทในกลุ่ม ปตท. นำไปปฏิบัติ โดยถ่ายทอดไปสู่การปฏิบัติ ด้วยการกำหนดเป็นเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ แผนการดำเนินงาน รวมทั้งตัวชี้วัดตามแผนงาน จากส่วนกลางไปยังกลุ่มธุรกิจ หน่วยธุรกิจ สายงานจนถึงพื้นที่ปฏิบัติการ ตามลำดับ

นโยบายคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม กลุ่ม ปตท.

มาตรฐานการจัดการด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม กลุ่ม ปตท.

โดยกลุ่ม ปตท. ได้กำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (Security Safety Health and Environment: SSHE) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายการจัดการด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมขององค์กรยิ่งขึ้น

ตัวชี้วัดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ปี 2563
  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur Dioxide: SO2)
  • ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ซึ่งคำนวณในรูปของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (Oxides of Nitrogen: NOx)
  • ปริมาณการระบายสารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOCs)
     

อัตราการเพิ่มการระบายมลพิษทางอากาศเป็นศูนย์

ปริมาณของเสียอันตรายที่กำจัดโดยวิธีการฝังกลบ ปริมาณของเสียอุตสาหกรรมที่กำจัดโดยวิธีการฝังกลบเป็นศูนย์* ภายในปี 2563
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ กลุ่ม ปตท. จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 27 เทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานตามปกติ ภายในปี 2573
การใช้น้ำ

ลดปริมาณการใช้น้ำในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง และควบคุมปริมาณน้ำใช้ไม่ให้เพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่มีปริมาณการใช้น้ำสูงโดยกลุ่ม ปตท. กำหนดเป้าหมายประสิทธิภาพการใช้น้ำในพื้นที่ปฏิบัติการและในอาคารสำนักงาน ดังนี้

  • ลดความเข้มข้นปริมาณในการใช้น้ำร้อยละ 12 ในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2556 (ไม่เกิน 0.344 ล้าน ลบ.ม. ต่อ MMBOE)
  • ลดความเข้มข้นปริมาณในการใช้ในอาคารสำนักงาน ร้อยละ 10 ในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2556 (ไม่เกิน 100 ลิตรต่อคนต่อวัน)

หมายเหตุ:

หมายเหตุ:*ไม่รวมของเสียอุตสาหกรรมจากการดำเนินงาน ดังต่อไปนี้

  1. กรณีกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานราชการไม่อนุญาตให้ส่งของเสียอุตสาหกรรมกำจัดด้วยวิธีอื่น
  2. กรณีไม่สามารถนำของเสียอุตสาหกรรมกลับมาใช้ประโยชน์ได้เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีในประเทศรองรับ

ทั้งนี้สอดคล้องกับเกณฑ์รางวัลการใช้ประโยชน์ของเสียได้ทั้งหมด (Zero Waste to Landfill Achievement Award) โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม

ในส่วนของการบริหารจัดการเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้มีการติดตามและประเมินผลกระทบ ครอบคลุมทั้งความเสี่ยงและโอกาสในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมุ่งมั่นยกระดับการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลุ่ม ปตท. หรือ PTT Group Clean & Green Strategy ผ่านการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์สะอาด และการพัฒนาธรุกิจใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวของประเทศไทย (Nationally Determined Contribution: NDC) รวมถึงการตอบสนองการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ในปี 2563 ไม่มีการปล่อยน้ำทิ้งที่เกินกว่ามาตรฐานและกฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ปตท. ไม่มีการจ่ายเงินค่าปรับหรือถูกลงโทษด้านสิ่งแวดล้อมใดๆ

การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม

ปตท. จัดเก็บและบันทึกข้อมูลค่าใช้จ่าย รายได้ และการลงทุนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 ได้มีการขยายผลการจัดเก็บและบันทึกข้อมูลฯ ดังกล่าว ไปยังบริษัทในกลุ่ม ปตท. จำนวน 6 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) นอกจากนี้ยังพัฒนาเครื่องมือในการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Return on Investment: EROI) เพื่อใช้วัดประสิทธิผลของการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมในรูปแบบตัวเงินที่ชัดเจนมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของค่าใช้จ่ายและการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรตามมาตรฐานสากล “Environmental Management Accounting Procedures and Principles, The United Nations”

จำนวนเงินลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม

*หมายเหตุ:

• เงินลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเงินลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะของ ปตท. เท่านั้น
• ตั้งแต่ปี 2559 ปตท. พัฒนาวิธีการจัดกลุ่มค่าใช้จ่ายที่เข้าข่ายเป็นค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้นโดยมีความสอดคล้องกับมาตรฐาน Environmental Management Accounting Procedures and Principles ขององค์การสหประชาชาติ และปรับปรุงระบบการประมาณการผลตอบแทนจากการลงทุน โดยอ้างอิงโครงการที่อยู่ภายใต้ระบบการเพิ่มผลผลิตของ ปตท.
• แม้ว่าจะมีการแยกสินทรัพย์ของ ปตท. และ OR ตั้งแต่เดือน กรกฏาคม 2561 เป็นต้นมา แต่สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 โดยในปี 2561 ปตท. รวบรวมเงินลงทุนใน "โครงการติดตั้งระบบลดการระบายก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนแบบ Selective Catalytic Reduction (SCR) ที่หน่วยผลิตความร้อนแบบ Waste Heat Recovery Unit (WHRU) ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 โรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง" ได้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น
• ปี 2562 ปตท. ได้มีการพัฒนาระบบ e-Expense เพื่อให้สามารถรวบรวมข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรได้ครบถ้วนมากขึ้น และอยู่ระหว่างลงทุน "โครงการติดตั้งหน่วยกำจัดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ปนเปื้อนในก๊าซที่มีสภาพเป็นกรดที่เหลือจากการแยกก๊าซชนิด Regenerative Thermal Oxidizer (RTO) และ SO2 Scrubber ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 โรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง"
• ปี 2563 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้บางโครงการการลงทุนของ ปตท. ถูกเลื่อนออกไป เพราะข้อจำกัดด้านการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยของผู้ชำนาญการและที่ปรึกษาจากต่างประเทศ