ความยั่งยืน

การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

ความยั่งยืน

การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
 





แนวทางการจัดการGRI307-1

การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของ ปตท. เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการด้าน SSHE มีการกำหนด "นโยบายด้านคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม (Quality, Security, Safety, Health and Environment (QSHE) Policy" ลงนามโดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นขององค์กรและเป็นกรอบในการบริหารจัดการให้กลุ่มธุรกิจ หน่วยธุรกิจ สายงานและพื้นที่ปฏิบัติการต่าง ๆ ตลอดจนบริษัทในกลุ่ม ปตท. นำไปปฏิบัติอย่างครบถ้วนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมุ่งเน้น

  • การปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนดขององค์กร มาตรฐานสากล และพันธสัญญาที่เกี่ยวข้อง
  • การจัดการความเสี่ยง ปกป้อง ป้องกัน และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยมีการทบทวนและปรับปรุงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • การสื่อสารผลการดำเนินงานและประสิทธิผลให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกอย่างโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเกิดความตระหนัก
  • กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบให้ผู้บริหารทุกระดับเป็นแบบอย่างที่ดี มีการกำกับดูแล และผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้องรับทราบ เข้าใจ และนำไปปฏิบัติ

เพื่อให้มีการถ่ายทอดนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมทั่วทั้งองค์กร ปตท. ได้กำหนดตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญเป็นเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ระยะกลาง ระยะยาว และเป้าหมายประจำปี ซึ่งมีการถ่ายทอดไปยังกลุ่มธุรกิจ หน่วยธุรกิจ สายงานจนถึงพื้นที่ปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง  มีการสื่อความและจัดอบรมชี้แจงนโยบาย ตัวชี้วัด และเป้าหมายให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนเข้าใจเพื่อนำไปปฏิบัติได้อย่างครบถ้วน  ซึ่งมีการติดตามและรายงานความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานตามเป้าหมายต่อผู้บริหารในสายงาน รวมทั้งคณะกรรมการตามโครงสร้างกำกับดูแลฯ ที่กำหนด เป็นรายไตรมาส

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการบริหารจัดการเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนที่ทั่วภาคส่วนให้ความสำคัญ ได้มีการติดตามและประเมินความเสี่ยงและโอกาสในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมุ่งมั่นยกระดับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างเต็มที่ ตามนโยบายของประเทศ รวมทั้งเพื่อให้สอดคล้องตามวิสัยทัศน์ของ ปตท. ที่มีความมุ่งมั่นเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ที่กำหนด

สำหรับการบริหารจัดการน้ำเชิงบูรณาการ ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ปตท. ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทานอย่างสมดุล โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิการใช้น้ำของชุมชนและสังคม และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้ร่วมกันศึกษาและกำหนดเป้าหมายควบคุมและติดตามการดึงน้ำจืด (Freshwater Withdrawal) ของกลุ่ม ปตท. โดยกำหนดให้มีปริมาตรรวมไม่เกิน 74 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2565 และในปี 2564 ไม่มีการปล่อยน้ำทิ้งที่เกินกว่ามาตรฐานและกฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ปตท. ไม่มีการจ่ายเงินค่าปรับหรือถูกลงโทษด้านสิ่งแวดล้อมใด ๆ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศ การดำเนินงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการของเสีย การหกล้นรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมี และความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วย

ตัวชี้วัดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์
  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur Dioxide: SO2)
  • ออกไซด์ของไนโตรเจน ซึ่งคำนวณในรูปของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (Oxides of Nitrogen: NOx)
  • ปริมาณการระบายสารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOCs)

อัตราการเพิ่มการระบายมลพิษทางอากาศของทุกปีเป็นศูนย์

  • ปริมาณของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมที่ส่งไปกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ
ปริมาณของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมที่ส่งไปกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบเป็นศูนย์1
  • ปริมาณของเสียไม่อันตรายจากอุตสาหกรรมที่ส่งไปกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ
ปริมาณของเสียไม่อันตรายจากอุตสาหกรรมที่ส่งไปกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบเป็นศูนย์ภายในปี 2566
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม

ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ กลุ่ม ปตท.2 ลงร้อยละ 15 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ปีฐาน 2563

  • การใช้น้ำ

ลดปริมาณการใช้น้ำในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง และควบคุมปริมาณน้ำใช้ไม่ให้เพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่มีปริมาณการใช้น้ำสูงโดยกลุ่ม ปตท. กำหนดเป้าหมายประสิทธิภาพการใช้น้ำในอาคารสำนักงานและในพื้นที่ปฏิบัติการ ดังนี้

  • ลดความเข้มปริมาณน้ำใช้ (Water Intensity) ในปี 2573 ร้อยละ 10 สำหรับอาคารสำนักงาน เมื่อเทียบกับข้อมูลปีฐาน 2556
  • กำหนดเป้าหมายควบคุมและติดตามการดึงน้ำจืด (Freshwater Withdrawal) ของกลุ่ม ปตท. รวมไม่เกิน 74 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2565

หมายเหตุ:

1. ไม่รวมของเสียอุตสาหกรรมจากการดำเนินงาน ดังต่อไปนี้
          • กรณีกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานราชการไม่อนุญาตให้ส่งของเสียอุตสาหกรรมกำจัดด้วยวิธีอื่น
          • กรณีไม่สามารถนำของเสียอุตสาหกรรมกลับมาใช้ประโยชน์ได้เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีในประเทศรองรับ
     ทั้งนี้สอดคล้องกับเกณฑ์รางวัลการใช้ประโยชน์ของเสียได้ทั้งหมด (Zero Waste to Landfill Achievement Award) โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม
2.  ค่าเป้าหมายระยะยาวของการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573 ได้รับการทบทวนและปรับปรุงใหม่ในปี 2564

การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม

ปตท. จัดเก็บและบันทึกข้อมูลค่าใช้จ่าย รายได้ และการลงทุนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 ได้มีการขยายผลการจัดเก็บและบันทึกข้อมูลฯ ดังกล่าว ไปยังบริษัทในกลุ่ม ปตท. จำนวน 5 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) โดยบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) จะเริ่มรายงานข้อมูลในปี 2565 นอกจากนี้ยังพัฒนาเครื่องมือในการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Return on Investment: EROI) เพื่อใช้วัดประสิทธิผลของการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมในรูปแบบตัวเงินที่ชัดเจนมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของค่าใช้จ่ายและการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรตามมาตรฐานสากล “Environmental Management Accounting Procedures and Principles, The United Nations”

จำนวนเงินลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมของ ปตท.

หมายเหตุ:

•   เงินลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเงินลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะของ ปตท. เท่านั้น
•   ตั้งแต่ปี 2559 ปตท. พัฒนาวิธีการจัดกลุ่มค่าใช้จ่ายที่เข้าข่ายเป็นค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้นโดยมีความสอดคล้องกับมาตรฐาน
     Environmental Management Accounting Procedures and Principles ขององค์การสหประชาชาติ และปรับปรุงระบบการประมาณการผลตอบแทนจากการลงทุน
     โดยอ้างอิงโครงการที่อยู่ภายใต้ระบบการเพิ่มผลผลิตของ ปตท.

•   แม้ว่าจะมีการแยกสินทรัพย์ของ ปตท. และ OR ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2561 เป็นต้นมา แต่สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560
    โดยในปี 2561 ปตท. รวบรวมเงินลงทุนใน "โครงการติดตั้งระบบลดการระบายก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนแบบ Selective Catalytic Reduction (SCR) ที่หน่วยผลิต
     ความร้อนแบบ Waste Heat Recovery Unit (WHRU) ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 โรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง" ได้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

•   ปี 2562 ปตท. ได้มีการพัฒนาระบบ e-Expense เพื่อให้สามารถรวบรวมข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรได้ครบถ้วนมากขึ้น และอยู่ระหว่างลงทุน
    "โครงการติดตั้งหน่วยกำจัดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ปนเปื้อนในก๊าซที่มีสภาพเป็นกรดที่เหลือจากการแยกก๊าซชนิด Regenerative Thermal Oxidizer (RTO) และ
     SO2 Scrubber ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 โรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง"

•   ปี 2563 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้บางโครงการการลงทุนของ ปตท. ถูกเลื่อนออกไป เพราะข้อจำกัดด้านการเดินทางเข้ามาใน
    ประเทศไทยของผู้ชำนาญการและที่ปรึกษาจากต่างประเทศ

•   ปี 2564 เงินลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการลงทุนติดตั้งโครงการระบบท่อรวบรวมน้ำเสียบริเวณพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง

การดำเนินงานในอนาคต

ประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero greenhouse gas emission) ภายใน หรือก่อนปี 2608 ทั้งนี้ ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวและคาดการณ์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น จึงเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทาย และมุ่งมั่นดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องตามเป้าหมายของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการลงทุนในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากในอนาคต