ความยั่งยืน

การจัดการทรัพยากรน้ำ

ความยั่งยืน

การจัดการทรัพยากรน้ำ

การจัดการทรัพยากรน้ำ

ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคม ทั้งการดำรงชีวิตประจำวัน การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำ ทำให้ผู้ใช้น้ำรายใหญ่ เช่น กลุ่มธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องเร่งปรับตัว พัฒนานวัตกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำให้ดียิ่งขึ้น ธุรกิจต่างๆ มีบทบาทและหน้าที่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในฐานะผู้นำการบริหารจัดการน้ำ ถือเป็นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการความเสี่ยงของตนเอง

ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้การบริหารจัดการน้ำเป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับธุรกิจ และยังได้จัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. (PTT Group Water Management Team) ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและระบบสาธารณูปการของกลุ่ม ปตท. คณะทำงานฯ นี้มีบทบาทหน้าที่ในการติดตาม ประเมิน และรายงานสถานการณ์น้ำในกลุ่มพื้นที่เสี่ยง โดยปีที่ผ่านมา เน้นไปที่พื้นที่ปฏิบัติการทุกพื้นที่ ที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออก ซึ่งเคยเกิดการขาดแคลนน้ำเมื่อปี 2548 และเป็นพื้นที่ตั้งของสายการผลิตหลักที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ในปี 2562 คณะทำงานฯ ติดตามสถานการณ์น้ำต้นทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก ประเมิน และคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำอีก 10 ปี ข้างหน้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงจัดทำแผนการบริหารความเสี่ยงกรณีหากเกิดภัยแล้ง โดยจัดทำแผนดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว นำเสนอผู้บริหาร ปตท. และบริษัทในกลุ่ม และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

คณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. ยังได้ดำเนินการจัดทำแผนกลยุทธ์เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยหลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) แผนการบริหารจัดการน้ำทิ้งอย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันให้เกิดความร่วมมือและแบ่งปันแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่เป็นเลิศภายในกลุ่ม รวมทั้งการติดตามและผลักดันโครงการด้านการจัดการน้ำของภาครัฐในเขตจังหวัดระยองและชลบุรี ทั้งนี้การบริหารจัดการน้ำตามหลัก 3Rs เช่น

  • การเปลี่ยนระบบน้ำหล่อเย็นที่โรงไฟฟ้าจากระบบเปิดเป็นระบบปิด ทำให้สามารถลดการใช้น้ำ
  • โครงการนำพลังงานความร้อนที่เหลือจากหม้อไอน้ำทิ้ง (Blow-down Tank) มาใช้ เช่น การลดปริมาณการใช้น้ำหล่อเย็นที่ใช้ในการลดอุณหภูมิก่อนปล่อยสู่บ่อบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งนำน้ำระบายทิ้ง (Blow-down Water) มารดน้ำต้นไม้
  • โครงการ Reverse Osmosis Intermediated เพื่อนำน้ำกลับมาใช้ในการหล่อเย็น เพื่อใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • โครงการนำน้ำ Condensate กลับมาใช้ในกระบวนการผลิตไอน้ำ
  • โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 มีการนำน้ำทิ้งที่เกิดจากกระบวนการ Dehydration มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยนำมาใช้ทดแทนเป็นน้ำ Make up ในกระบวนการ Acid Gas Removal Unit (AGRU) ช่วยลดปริมาณน้ำ Make up ได้ 17,5000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี

ในปี 2561 ปตท. ได้จัดทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบ Eco Industrial ซึ่งจะดึงน้ำทิ้งซึ่งผ่านการบำบัดแล้ว กลับมาเป็นน้ำที่สามารถใช้ได้ใหม่อีกครั้ง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำให้กับกลุ่ม ปตท. 

ร้อยละของปริมาณน้ำที่นำกลับมาใช้ใหม่และนำกลับมาใช้ซ้ำ ต่อปริมาณน้ำใช้ (น้ำจืด) ทั้งหมดของกลุ่ม ปตท.

ปี2559256025612562
ร้อยละ 4.4 11.7 14.8 15.3

พื้นที่การผลิตที่มีการใช้น้ำอย่างมีนัยสำคัญของกลุ่ม ปตท. อยู่บริเวณภาคตะวันออก (จังหวัดชลบุรีและระยอง) ตั้งแต่ปี 2555 คณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออก ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (East Water) และผู้แทนจากภาคเอกชน เพื่อติดตาม ประเมิน วิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบได้อย่างทันท่วงที คณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออกได้จัดให้มีการติดตามเฝ้าระวังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัยแล้ง ระหว่างเกิดภัยแล้ง และมาตรการเพื่อให้มีน้ำใช้ระยะยาว ตลอดจนการพิจารณาแหล่งน้ำทดแทน เพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำเพื่อการผลิต อาทิ การสร้างบ่อน้ำสำรอง การติดตั้งหน่วยผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เป็นต้น ซึ่งจะเสริมสร้างความมั่นคงในสายการผลิตของกลุ่ม ปตท. ลดผลกระทบหากเกิดภาวะภัยแล้งหรือกรณีเกิดการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ และช่วยลดประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องภาคอุตสาหกรรมแย่งน้ำจากชุมชน นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ยังได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการผลักดันเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งการแก้ปัญหาในระยะสั้น และสร้างความยั่งยืนด้านน้ำในระยะยาว

ปตท. ดำเนินโครงการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการจัดหาน้ำรองรับต่อความต้องการที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ผ่านโครงการต่อไปนี้


งานโครงการศึกษาวิจัยคาดการณ์แนวโน้มสภาพน้ำต้นทุนเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ภาคตะวันออก

คณะทำงานการบริหารจัดการน้ำกลุ่ม ปตท. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำและคาดการณ์แนวโน้มทรัพยากรน้ำต้นทุนในอนาคตโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคาดการณ์สภาพอากาศระยะยาวร่วมกับแบบจำลองทางอุทกวิทยา เพื่อประเมินแนวโน้มปริมาณน้ำต้นทุนอ่างเก็บน้ำหลักในพื้นที่จังหวัดระยองล่วงหน้าในระยะ 6 เดือน 1 ปีและ 20 ปี

งานส่งเสริมการประเมินการใช้น้ำตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Water Footprint) ตามมาตรฐาน ISO 14046

ในปี 2561 สถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ริเริ่มโครงการประเมินการใช้น้ำตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Water Footprint) เพื่อส่งเสริมมาตรฐาน ISO 14046 ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญจากคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำ กลุ่ม ปตท.เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการเทคนิคในการกำหนดมาตรฐานการประเมิน และให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิคกับบริษัทในกลุ่ม ปตท.เพื่อเข้าร่วมโครงการจนผลิตภัณฑ์ของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ได้รับการรับรองฉลาก Water Footprint เป็นครั้งแรกของประเทศไทย จากการดำเนินงานในบริษัทนำร่อง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาฐานข้อมูลการใช้น้ำที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อขยายผลต่อไปยังบริษัทอื่นๆ ในกลุ่ม ปตท.ต่อไป

ในปี 2562 กลุ่ม ปตท. ยังคงดำเนินการตามมาตรการและแนวทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่า การใช้น้ำของกลุ่ม ปตท. จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


งานติดตามผลักดันการดำเนินมาตรการป้องกันการขาดแคลนน้ำ ในปี 2562

การสำรองน้ำจากอ่างฯประแสร์เข้าพื้นที่ระยอง :

  • สูบผันน้ำจากสถานีสูบน้ำประแสร์ 1: อ่างเก็บน้ำประแสร์ มาสู่อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ (สูงสุดได้วันละ 300,000 ลบ.ม.) ปี 2562 เริ่มสูบตั้งแต่เดือนมกราคม สูบผันน้ำได้รวม 66 ล้าน ลบ.ม.
  • สูบผันน้ำจากสถานีสูบน้ำประแสร์ 2: อ่างเก็บน้ำประแสร์ มาสู่อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล (สูงสุดได้วันละ 200,000 ลบ.ม.) ปี 2562 เริ่มสูบตั้งแต่เดือนมกราคม สูบผันน้ำได้รวม 41 ล้าน ลบ.ม.

การสำรองน้ำจากแม่น้ำบางปะกงและแหล่งน้ำเอกชนเข้าอ่างเก็บน้ำบางพระ:

  • โดยสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกงและแหล่งน้ำเอกชน เข้าอ่างเก็บน้ำบางพระ (สูงสุดได้วันละ 250,000 ลบ.ม.) ระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่เดือนมกราคม สูบผันน้ำได้รวม 26 ล้าน ลบ.ม. 

งานติดตามผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความมั่นคงและเพิ่มศักยภาพของแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกในระยะยาว

  • โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เพิ่มขึ้น 10.1 ล้าน ลบ.ม. จากความจุเดิม 40.1 ล้าน ลบ.ม.
  • โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำหนองค้อ เพิ่มขึ้น 2.6 ล้าน ลบ.ม. จากความจุเดิม 21.4 ล้าน ลบ.ม.
  • โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล เพิ่มขึ้น 23.9 ล้าน ลบ.ม. จากความจุเดิม 163.7 ล้าน ลบ.ม.
  • โครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี รวม 4 อ่าง ได้แก่ อ่างฯคลองประแกด อ่างฯคลองพะวาใหญ่ อ่างฯคลองหางแมว อ่างฯคลองวังโตนด รวมความจุ 308.30 ล้าน ลบ.ม. (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
  • โครงการปรับปรุงคลองชลประทานพานทอง เพื่อรองรับน้ำจากคลองชลประทานพานทองไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
  • โครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ ปีละ 80 ล้าน ลบ.ม. (อยู่ระหว่างดำเนินการ)




ผลการดำเนินงาน

สรุปความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ของ ปตท.

การใช้น้ำทั้งหมดของ ปตท. ในปี 2562

(ล้านลูกบาศก์เมตร)

ปริมาณการใช้น้ำรวมของ ปตท.

(ล้านลูกบาศก์เมตร)​​


ผลการดำเนินงาน

สรุปความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ของกลุ่ม ปตท.


ปริมาณการใช้น้ำจืด

(ล้านลูกบาศก์เมตร)


หมายเหตุ: ขอบเขตข้อมูลครอบคลุม ปตท. และบริษัท Flagship (GC, IRPC, GPSC, PTTEP, TOP, OR)