ความยั่งยืน

การจัดการทรัพยากรน้ำ

ความยั่งยืน

การจัดการทรัพยากรน้ำ

การจัดการทรัพยากรน้ำ

ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งในปัจจุบันความแปรปรวนของปริมาณน้ำในธรรมชาติ อันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนและน้ำท่า ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้การจัดการน้ำเป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับธุรกิจ เนื่องจากพื้นที่การผลิตที่มีการใช้น้ำอย่างมีนัยสำคัญของกลุ่ม ปตท. ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออก (จังหวัดชลบุรีและระยอง) ซึ่งกำลังถูกพัฒนาให้เป็นระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ส่งเสริมให้พื้นที่นี้เป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของประเทศและภูมิภาค การพัฒนาดังกล่าวส่งผลให้เกิดความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจากทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาคอุปโภคบริโภค ภาคการเกษตร การรักษาระบบนิเวศน์ และภาคอุตสาหกรรมตะวันออก

ปัจจุบัน แหล่งน้ำต้นทุนที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดระยองประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และอ่างเก็บน้ำประแสร์ การใช้น้ำจากแหล่งเก็บกักน้ำที่สำคัญเหล่านี้จะมีความเชื่อมโยงกับระบบอ่างเก็บน้ำในเขตจังหวัดชลบุรี ครอบคลุมกลุ่มลุ่มน้ำคลองใหญ่ ลุ่มน้ำชลบุรี และลุ่มน้ำระยองตะวันตก โดยแหล่งน้ำต้นทุนที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำบางพระ และอ่างเก็บน้ำหนองค้อ ปัจจุบันแหล่งน้ำต้นทุนทั้ง 6 แหล่งนี้มีปริมาณรวม 669 ล้าน ลบ.ม.


การจัดการความเสี่ยงทางด้านน้ำ

ปตท. จัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. (PTT Group Water Management Team) ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและระบบสาธารณูปการของกลุ่ม ปตท. มีบทบาทหน้าที่ในการติดตาม ประเมิน รายงานสถานการณ์น้ำภาคตะวันออก และคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในอีก 10 ปี รวมทั้งบริหารจัดการน้ำภายในกลุ่ม ปตท. และชุมชนโดยรอบซึ่งกำลังถูกพัฒนาให้เป็นระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของ กลุ่ม ปตท. ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด รวมถึงจัดทำแผนการบริหารความเสี่ยงกรณีหากเกิดภัยแล้ง โดยจัดทำแผนดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว นำเสนอผู้บริหาร ปตท. และบริษัทในกลุ่ม และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงทุกไตรมาส

ตั้งแต่ปี 2555 คณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออกของจังหวัดระยอง ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (East Water) และผู้แทนจากภาคเอกชน เพื่อติดตาม ประเมิน วิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบได้อย่างทันท่วงที โดยมีการติดตามเฝ้าระวังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัยแล้ง ระหว่างเกิดภัยแล้ง และมาตรการเพื่อให้มีน้ำใช้ระยะยาว ตลอดจนการพิจารณาแหล่งน้ำทดแทน เพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำเพื่อการผลิต อาทิ การสร้างบ่อน้ำสำรอง การติดตั้งหน่วยผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เป็นต้น ซึ่งจะเสริมสร้างความมั่นคงในสายการผลิตของกลุ่ม ปตท. ลดผลกระทบหากเกิดภาวะภัยแล้งหรือกรณีเกิดการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ และช่วยลดประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องภาคอุตสาหกรรมแย่งน้ำจากชุมชน

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. ได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ปฏิบัติการของตนเองโดยครอบคลุมประเด็นความเสี่ยงที่เกิดจากสภาวะการขาดแคลนน้ำ ปริมาณความต้องการน้ำที่สูงขึ้น ราคาของน้ำที่สูงขึ้น กฎหมายและข้อบังคับด้านการใช้น้ำ รวมถึงโอกาสการเกิดความขัดแย้งด้านการใช้น้ำกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การประเมินความเสี่ยงนั้นใช้ข้อมูลทั้งจากข้อมูลจริงในพื้นที่และข้อมูลจากเครื่องมือคาดการณ์สถานการณ์น้ำในอนาคตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น IPIECA Global Water Tool for Oil and Gas และ WRI Aqueduct เพื่อประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำทั้งในปัจจุบันและในอนาคต จากผลการประเมินความเสี่ยงพบว่าพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่ม ปตท. ในภาคตะวันออกมีความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง


ความก้าวหน้าแผนงานการบริหารจัดการน้ำ

กลุ่ม ปตท. ได้ดำเนินการบริหารจัดการน้ำเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนโดยมีแผนการดำเนินงานเป็น 4 ลักษณะดังนี้

  • แผนงานแหล่งน้ำทดแทน อาทิ การขยายบ่อน้ำสำรอง การหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม เป็นต้น
  • แผนงานการศึกษา/การผลิตน้ำจืดจากทะเล
  • แผนงานการใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นคุ้มค่า หรือเลือกใช้ทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรือ 3R (Reduce/ Reuse /Recycle) เพื่อลดความต้องการใช้น้ำ
  • แผนงานสนับสนุนเสริมสร้างความยั่งยืน (CSR)

คณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. ยังได้ดำเนินการจัดทำแผนกลยุทธ์เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยหลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) แผนการบริหารจัดการน้ำทิ้งอย่างมีประสิทธิภาพ (Effluent Management) และผลักดันให้เกิดความร่วมมือและแบ่งปันแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่เป็นเลิศ (Best Practice Sharing) ภายในกลุ่ม รวมทั้งการติดตามและผลักดันโครงการด้านการจัดการน้ำของภาครัฐในเขตจังหวัดระยองและชลบุรี ทั้งนี้การบริหารจัดการน้ำตามหลัก 3R เช่น

  • การเปลี่ยนระบบน้ำหล่อเย็นที่โรงไฟฟ้าจากระบบเปิดเป็นระบบปิด ทำให้สามารถลดการใช้น้ำ
  • โครงการนำพลังงานความร้อนที่เหลือจากหม้อไอน้ำทิ้ง (Blow-down Tank) มาใช้ เช่น การลดปริมาณการใช้น้ำหล่อเย็นที่ใช้ในการลดอุณหภูมิก่อนปล่อยสู่บ่อบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งนำน้ำระบายทิ้ง (Blow-down Water) มารดน้ำต้นไม้
  • โครงการ Reverse Osmosis Intermediated เพื่อนำน้ำกลับมาใช้ในการหล่อเย็น เพื่อใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • โครงการนำน้ำ Condensate กลับมาใช้ในกระบวนการผลิตไอน้ำ
  • โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 มีการนำน้ำทิ้งที่เกิดจากกระบวนการ Dehydration มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยนำมาใช้ทดแทนเป็นน้ำ Make up ในกระบวนการ Acid Gas Removal Unit (AGRU) ช่วยลดปริมาณน้ำ Make up ได้ 17,5000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี

นอกจากนี้ อยู่ในระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบ Eco Industrial ซึ่งจะดึงน้ำทิ้งซึ่งผ่านการบำบัดแล้ว กลับมาเป็นน้ำที่สามารถใช้ได้ใหม่อีกครั้ง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำให้กับกลุ่ม ปตท. ต่อไป

นอกจากบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. แล้ว ปตท. ยังได้บูรณาการความร่วมมือเพื่อให้เกิดการพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยจัดตั้งคณะทำงานและศูนย์ประสานงานความร่วมมือเพื่อการจัดการน้ำระหว่างภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย กรมชลประทาน และผู้แทนจากภาคเอกชนของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ประกอบการในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งรวมถึงบริษัทในกลุ่ม ปตท. ด้วย โดยคณะทำงานมีบทบาทหน้าที่บริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คำนึงถึงความต้องการใช้น้ำให้ครบทุกภาคส่วน เช่น ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมและชุมชน การจัดหาแหล่งน้ำที่มีศักยภาพทั้งจากภายในและภายนอกพื้นที่เพิ่มเติม และเสริมสร้างความมั่นคงในการจัดหาน้ำรองรับต่อความต้องการที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น


งานโครงการศึกษาวิจัยคาดการณ์แนวโน้มสภาพน้ำต้นทุนเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ภาคตะวันออก

คณะทำงานการบริหารจัดการน้ำกลุ่ม ปตท. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำและคาดการณ์แนวโน้มทรัพยากรน้ำต้นทุนในอนาคตโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคาดการณ์สภาพอากาศระยะยาวร่วมกับแบบจำลองทางอุทกวิทยา เพื่อประเมินแนวโน้มปริมาณน้ำต้นทุนอ่างเก็บน้ำหลักในพื้นที่จังหวัดระยองล่วงหน้าในระยะ 6 เดือน 1 ปีและ 20 ปี


งานส่งเสริมการประเมินการใช้น้ำตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Water Footprint) ตามมาตรฐาน ISO 14046

ในปี 2561 สถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ริเริ่มโครงการประเมินการใช้น้ำตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Water Footprint) เพื่อส่งเสริมมาตรฐาน ISO 14046 ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญจากคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำ กลุ่ม ปตท.เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการเทคนิคในการกำหนดมาตรฐานการประเมิน และให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิคกับบริษัทในกลุ่ม ปตท.เพื่อเข้าร่วมโครงการจนผลิตภัณฑ์ของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ได้รับการรับรองฉลาก Water Footprint เป็นครั้งแรกของประเทศไทย จากการดำเนินงานในบริษัทนำร่อง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาฐานข้อมูลการใช้น้ำที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อขยายผลต่อไปยังบริษัทอื่นๆ ในกลุ่ม ปตท.ต่อไป


งานติดตามผลักดันการดำเนินมาตรการป้องกันการขาดแคลนน้ำ ในปี 2561

การสำรองน้ำจากอ่างฯประแสร์เข้าพื้นที่ระยอง :

  • สูบผันน้ำจากสถานีสูบน้ำประแสร์ 1: อ่างเก็บน้ำประแสร์ มาสู่อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ (สูงสุดได้วันละ 300,000 ลบ.ม.) ปี 2561 เริ่มสูบตั้งแต่เดือนมกราคม สูบผันน้ำได้รวม 26.40 ล้าน ลบ.ม.
  • สูบผันน้ำจากสถานีสูบน้ำประแสร์ 2: อ่างเก็บน้ำประแสร์ มาสู่อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล (สูงสุดได้วันละ 200,000 ลบ.ม.) ปี 2561 เริ่มสูบตั้งแต่เดือนมกราคม สูบผันน้ำได้รวม 22.18 ล้าน ลบ.ม.

การสำรองน้ำจากแม่น้ำบางปะกงและแหล่งน้ำเอกชนเข้าอ่างเก็บน้ำบางพระ:

  • โดยสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกงและแหล่งน้ำเอกชน เข้าอ่างเก็บน้ำบางพระ (สูงสุดได้วันละ 250,000 ลบ.ม.) ระยะเวลาดำเนินการ เดือนมีนาคม – สิงหาคม สูบผันน้ำได้รวม 7.25 ล้าน ลบ.ม.

งานติดตามผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความมั่นคงและเพิ่มศักยภาพของแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกในระยะยาว

  • โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เพิ่มขึ้น 10.1 ล้าน ลบ.ม. จากความจุเดิม 40.1 ล้าน ลบ.ม. (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
  • โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำหนองค้อ เพิ่มขึ้น 2.6 ล้าน ลบ.ม. จากความจุเดิม 21.4 ล้าน ลบ.ม. (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
  • โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล เพิ่มขึ้น 23.9 ล้าน ลบ.ม. จากความจุเดิม 163.7 ล้าน ลบ.ม. (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
  • โครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี รวม 4 อ่าง ได้แก่ อ่างฯคลองประแกด อ่างฯคลองพะวาใหญ่ อ่างฯคลองหางแมว อ่างฯคลองวังโตนด รวมความจุ 308.30 ล้าน ลบ.ม.(อยู่ระหว่างดำเนินการ)
  • โครงการปรับปรุงคลองชลประทานพานทอง เพื่อรองรับน้ำจากคลองชลประทานพานทองไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
  • โครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ ปีละ 80 ล้าน ลบ.ม. (อยู่ระหว่างดำเนินการ)




ผลการดำเนินงาน

สรุปความก้าวหน้าในการดำเนินงาน


การใช้น้ำทั้งหมดของ ปตท.
(หน่วย: ล้านลูกบาศก์เมตร)​

ปริมาณการใช้น้ำรวมของ ปตท.
(หน่วย: ล้านลูกบาศก์เมตร)​