ความยั่งยืน

การจัดการทรัพยากรน้ำ

ความยั่งยืน

การจัดการทรัพยากรน้ำ

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
 





โอกาสและความท้าทาย

การบริหารจัดการน้ำนับเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญของกลุ่ม ปตท. ครอบคลุมตั้งแต่การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ การส่งเสริมการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการผลิต การสร้างความตระหนักในเรื่องการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า มีประสิทธิภาพ และการนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ สอดคล้องตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ปริมาณน้ำใช้ในปัจจุบันจะผันแปรตามสภาพภูมิอากาศในแต่ละปีรวมทั้งเป็นผลมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย  นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งจากสถานประกอบการเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบอีกด้วย โดยปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำทิ้งอย่างเคร่งครัด รวมถึงติดตามกฎหมายด้านการจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด อาทิ พรบ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนค่าน้ำที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าพื้นที่ปฏิบัติการของ ปตท. ที่ใช้น้ำอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการใช้น้ำ (Water Stress Area) ก็ตาม

แนวทางการจัดการ

การจัดการทรัพยากรน้ำGRI 303-1, GRI 303-2

ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำ ทำให้ผู้ใช้น้ำรายใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ จำเป็นต้องเร่งปรับตัว พัฒนานวัตกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ เหล่านี้ มีบทบาทและหน้าที่ที่ชัดเจนในฐานะผู้นำการบริหารจัดการน้ำ ที่ถือเป็นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการความเสี่ยงของตนเอง

นอกจากนี้ ปตท. ยังได้ตระหนักถึงผลกระทบของคุณภาพน้ำทิ้งจากสถานประกอบการของตนเองต่อชุมชนรอบข้าง และสิ่งแวดล้อม โดยได้ควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด เช่น ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากอาคารบางประเภทและบางขนาด พ.ศ. 2548 เป็นต้น รวมทั้งควบคุมให้เป็นไปตามที่ระบุในมาตรการแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการ (Environmental Impact Assessment: EIA) เฉพาะของสถานประกอบการนั้น ๆ

ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้การบริหารจัดการน้ำเป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับธุรกิจ และยังได้จัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. (PTT Group Water Management Team) ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและระบบสาธารณูปการของกลุ่ม ปตท. คณะทำงานฯ นี้มีบทบาทหน้าที่ในการติดตาม ประเมิน และรายงานสถานการณ์น้ำในกลุ่มพื้นที่เสี่ยง มุ่งเน้นในทุกพื้นที่ปฏิบัติการที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออก ซึ่งเคยเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเมื่อปี 2548 และเป็นพื้นที่ตั้งของสายการผลิตหลักที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยในปี 2563 คณะทำงานฯ ติดตามสถานการณ์น้ำต้นทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก ประเมิน และคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำอีก 10 ปีข้างหน้า ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงจัดทำแผนการบริหารความเสี่ยงกรณีหากเกิดภัยแล้ง โดยจัดทำแผนดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว นำเสนอผู้บริหาร ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ปตท. รวมถึงคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง 

คณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. ยังได้ดำเนินการจัดทำแผนกลยุทธ์เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยหลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) แผนการบริหารจัดการน้ำทิ้งอย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันให้เกิดความร่วมมือและแบ่งปันแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่เป็นเลิศภายในกลุ่ม รวมทั้งติดตามและผลักดันโครงการด้านการจัดการน้ำของภาครัฐในเขตจังหวัดระยองและชลบุรี ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำตามหลัก 3Rs เช่น

  • การเปลี่ยนระบบน้ำหล่อเย็นที่โรงไฟฟ้าจากระบบเปิดเป็นระบบปิด ทำให้สามารถลดการใช้น้ำ
  • โครงการนำพลังงานความร้อนที่เหลือจากหม้อไอน้ำทิ้ง (Blow-down Tank) มาใช้ เช่น การลดปริมาณการใช้น้ำหล่อเย็นที่ใช้ในการลดอุณหภูมิก่อนปล่อยสู่บ่อบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งนำน้ำระบายทิ้ง (Blow-down Water) มารดน้ำต้นไม้
  • โครงการ Reverse Osmosis Intermediated เพื่อนำน้ำกลับมาใช้ในการหล่อเย็น เพื่อใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • โครงการนำน้ำ Condensate กลับมาใช้ในกระบวนการผลิตไอน้ำ
  • โรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 มีการนำน้ำทิ้งที่เกิดจากกระบวนการ Dehydration มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยนำมาใช้ทดแทนเป็นน้ำ Make up ในกระบวนการ Acid Gas Removal Unit (AGRU) ช่วยลดปริมาณน้ำ Make up ได้ 17,5000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี
  • โครงการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination)  ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) สามารถลดการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 10-20
  • ศึกษาความเป็นไปได้ของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบ Eco Industrial ซึ่งจะดึงน้ำทิ้งซึ่งผ่านการบำบัดแล้ว กลับมาเป็นน้ำที่สามารถใช้ได้ใหม่อีกครั้ง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำให้แก่กลุ่ม ปตท.

ปตท. ประเมินและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งสถานการณ์น้ำต้นทุน และปริมาณน้ำฝน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารจัดการน้ำ บริหารจัดการความเสี่ยง และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการใช้น้ำของระบบนิเวศ การเกษตร การประมง สังคมชุมชน สิ่งแวดล้อม และการดำเนินธุรกิจตามปกติ ทั้งนี้ เพื่อให้ชุมชนมั่นใจว่าการดำเนินการของกลุ่ม ปตท. ไม่กระทบต่อสิทธิการใช้น้ำของชุมชน กลุ่ม ปตท. ได้ประสานงานกับหน่วยงานทั้งจากภายในและภายนอก เพื่อร่วมกันบริหารจัดการการใช้น้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมาย โดยได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อการบริหารจัดการความเสี่ยงภายในและภายนอกองค์กร ดังต่อไปนี้

ประเภทดำเนินกิจกรรมเพื่อการบริหารจัดการน้ำ
การบริหารจัดการความเสี่ยงภายนอกองค์กร ที่เกิดขึ้นจากแหล่งที่ตั้งของโรงงาน และ ปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่น ความเสี่ยงด้านปริมาณและคุณภาพน้ำต้นทุน ความเสี่ยงด้านนโยบายภาครัฐและกฎหมาย ความเสี่ยงด้านสังคม เป็นต้น
  • ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านน้ำต่อการดำเนินกิจการของกลุ่ม ปตท. ประกอบด้วยความเสี่ยงทางกายภาพทั้งปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำ ความเสี่ยงด้านกฎหมาย และความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กร โดยใช้เครื่องมือและมาตรฐานการประเมินสากล ได้แก่ Aqueduct, WBCSD Global Water Tool, CERES Aqua Gauge และ Water Footprint Assessment พร้อมทั้งวิเคราะห์และจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบด้านน้ำของแต่ละบริษัท โดยกำหนดกรณีพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดจากมาตรการถูกลดการใช้น้ำดิบเป็นเวลา 4 เดือน แบ่งการพิจารณาเป็น 3 กรณี คือ ผลกระทบจากการถูกให้ลดการใช้น้ำลงร้อยละ 10, 20 และ 30 ซึ่งอาจมีผลกระทบอย่างมากต่อการผลิตของโรงงานอาจถึงขั้นต้องหยุดการผลิตชั่วคราว
  • ติดตามสถานการณ์และประเมินความเสี่ยงด้านน้ำในระดับลุ่มน้ำที่อาจส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงน้ำของชุมชน ร่วมกับคณะทำงาน Water War Room ภาคตะวันออก ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก และผู้แทนจากภาคเอกชนอื่นที่เกี่ยวข้อง
  • บูรณาการความร่วมมือและสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนา สร้างความมั่นคงและยั่งยืนของการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยมีเป้าหมายในการควบคุมปริมาณน้ำกักเก็บสำหรับพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่ม ปตท. จังหวัดระยอง ซึ่งครอบคลุมอ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ไม่น้อยกว่า 240 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งติดตามและผลักดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ EEC ให้มีศักยภาพในการรองรับความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2579
  • มุ่งมั่นดำเนินการตามหลัก 2Rs (Reserve และ Re-Visualize) โดยติดตามความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การบริหารจัดการความเสี่ยงภายในองค์กร เช่น ปริมาณน้ำใช้ คุณภาพน้ำทิ้งจากระบบบำบัด เป็นต้น 
  • จัดทำแผนกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศและการจัดการความเสี่ยงของกลุ่ม ปตท.
  • กำหนดเป้าหมาย ประเมิน และติดตามประสิทธิภาพการใช้น้ำขององค์กร เช่น เป้าหมายในการลดความเข้มปริมาณน้ำใช้ในปี 2573 ร้อยละ 12.6 สำหรับภาคการผลิต และร้อยละ 10 สำหรับอาคารสำนักงาน เมื่อเทียบกับข้อมูลปีฐาน 2556
  • ยกระดับการบริหารจัดการน้ำตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยความมุ่งมั่นดำเนินการตามหลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) เพื่อลดการใช้น้ำ เพิ่มการใช้น้ำหมุนเวียนซ้ำ เพิ่มการนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่ การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เพื่อลดการพึ่งพาการใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ โดยปัจจุบัน GC และ TOP มีการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลด้วยระบบที่มีอยู่อย่างเต็มศักยภาพเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิต และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายกำลังการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลเพื่อลดการพึ่งพาการใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

ร้อยละของปริมาณน้ำที่นำกลับมาใช้ใหม่และนำกลับมาใช้ซ้ำ ต่อปริมาณดึงน้ำ (น้ำจืด) ทั้งหมดของ ปตท.

ปี2560256125622563
ร้อยละ 3.99 6.44 9.14 7.58

เนื่องจากพื้นที่การผลิตที่มีการใช้น้ำอย่างมีนัยสำคัญของกลุ่ม ปตท. อยู่บริเวณภาคตะวันออก (จังหวัดชลบุรีและระยอง) ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2555 คณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออก ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (East Water) และผู้แทนจากภาคเอกชน เพื่อติดตาม ประเมิน วิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบได้อย่างทันท่วงที คณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออกได้จัดให้มีการติดตามเฝ้าระวังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัยแล้ง ระหว่างเกิดภัยแล้ง และมาตรการเพื่อให้มีน้ำใช้ระยะยาว ตลอดจนการพิจารณาแหล่งน้ำทดแทน เพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำเพื่อการผลิต เช่น การสร้างบ่อน้ำสำรอง การติดตั้งหน่วยผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เป็นต้น ซึ่งจะเสริมสร้างความมั่นคงในสายการผลิตของกลุ่ม ปตท. ลดผลกระทบหากเกิดภาวะภัยแล้งหรือกรณีเกิดการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ และช่วยลดประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องภาคอุตสาหกรรมแย่งน้ำจากชุมชน นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ยังได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการผลักดันเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งการแก้ปัญหาในระยะสั้น และสร้างความยั่งยืนด้านทรัพยากรน้ำในระยะยาว

ปตท. ดำเนินโครงการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการจัดหาน้ำเพื่อรองรับต่อความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ดังนี้

งานโครงการศึกษาวิจัยคาดการณ์แนวโน้มสภาพน้ำต้นทุนเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ภาคตะวันออก

คณะทำงานการบริหารจัดการน้ำกลุ่ม ปตท. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำและคาดการณ์แนวโน้มทรัพยากรน้ำต้นทุนในอนาคตโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคาดการณ์สภาพอากาศระยะยาวร่วมกับแบบจำลองทางอุทกวิทยา เพื่อประเมินแนวโน้มปริมาณน้ำต้นทุนอ่างเก็บน้ำหลักในพื้นที่จังหวัดระยองล่วงหน้าในระยะ 6 เดือน 1 ปีและ 20 ปี

งานส่งเสริมการประเมินการใช้น้ำตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Water Footprint) ตามมาตรฐาน ISO 14046

สถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ริเริ่มโครงการประเมินการใช้น้ำตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Water Footprint) เพื่อส่งเสริมมาตรฐาน ISO 14046 ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำ กลุ่ม ปตท. เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการเทคนิคในการกำหนดมาตรฐานการประเมิน และให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิคกับบริษัทในกลุ่ม ปตท.เพื่อเข้าร่วมโครงการจนผลิตภัณฑ์ของ GC และ GPSC ได้รับการรับรองฉลาก Water Footprint จากการดำเนินงานในบริษัทนำร่องส่งผลให้เกิดการพัฒนาฐานข้อมูลการใช้น้ำที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อขยายผลต่อไปยังบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่ม ปตท.ต่อไป

ในปี 2563 กลุ่ม ปตท. ยังคงดำเนินการตามมาตรการและแนวทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่า การใช้น้ำของกลุ่ม ปตท. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

งานติดตามผลักดันการดำเนินมาตรการป้องกันการขาดแคลนน้ำ ในปี 2563 (ข้อมูล ณ 30 พ.ย.2563)

การเพิ่มน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง

  • สูบผันน้ำส่วนเกินจากลุ่มน้ำคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ สูบผันน้ำได้รวม 29.4 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • สูบกลับคลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ สูบผันน้ำได้รวม 15.1 ล้านลูกบาศก์เมตร

การเพิ่มน้ำอ่างเก็บน้ำดอกกราย หนองปลาไหล คลองใหญ่ จังหวัดระยอง

  • สูบกลับวัดละหารไร่ แม่น้ำระยอง-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล สูบผันน้ำได้รวม 6.3 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • สูบน้ำจากคลองน้ำหูเข้าพื้นที่นิคมมาบตาพุด เพื่อลดการใช้น้ำจากอ่างฯเก็บน้ำ สูบผันได้รวม 4.3 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • สูบผัน อ่างเก็บน้ำประแสร์- อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล/ อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ สูบผันได้รวม 42.6 ล้านลูกบาศก์เมตร ลบ.ม.

การเพิ่มน้ำอ่างเก็บน้ำบางพระ หนองค้อ จังหวัดชลบุรี

  • ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองหลวง และคลองพานทอง-อ่างเก็บน้ำบางพระ สูบผันได้รวม 3.1 ล้าน ลูกบาศก์เมตร
  • เพิ่มประสิทธิภาพการสูบน้ำจากแม่น้ำบางปะกง-อ่างเก็บน้ำบางพระ สูบผันได้รวม 13.7 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • ผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างเก็บน้ำบางพระ สูบผันได้รวม 39.9 ล้านลูกบาศก์เมตร

งานติดตามผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความมั่นคงและเพิ่มศักยภาพของแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกในระยะยาวโครงการสูบกลับคลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ เพิ่มปริมาณน้ำ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร

  • โครงการสูบกลับคลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ เพิ่มปริมาณน้ำ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำหนองค้อ เพิ่มปริมาณน้ำ 2.6 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำคลองหลวง  เพิ่มปริมาณน้ำ 27 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองกระแส เพิ่มปริมาณน้ำ 18.1 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำมาบประชัน เพิ่มปริมาณน้ำ 0.6 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • โครงการสระเก็บน้ำทับมา เพิ่มปริมาณน้ำ 47 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำบ้านบึง เพิ่มปริมาณน้ำ 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองน้ำเขียว เพิ่มปริมาณน้ำ 17.5 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขาจอมแห-เขานั่งยอง เพิ่มปริมาณน้ำ 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • โครงการเครือข่ายน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนองค้อ-อ่างเก็บน้ำบางพระ เพิ่มปริมาณน้ำ 80-130 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ เพิ่มปริมาณน้ำ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • โครงการสูบน้ำอ่างเก็บน้ำคลองโพล้-อ่างฯประแสร์ เพิ่มปริมาณน้ำ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณน้ำกักเก็บสำหรับพื้นที่ปฏิบัติการของ ปตท. จังหวัดระยอง
(ล้านลูกบาศก์เมตร)


*หมายเหตุ:

ขอบเขตข้อมูลครอบคลุมอ่างเก็บน้ำ 3 แห่งหลักในพื้นที่จังหวัดระยอง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่

สรุปความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ของ ปตท.

ปริมาณการดึงน้ำทั้งหมดของ ปตท. ในปี 2563 (ลูกบาศก์เมตร)
น้ำผิวดินน้ำทะเลน้ำประปาน้ำใต้ดินน้ำฝน
35,629.26 93,639.26 1,563,665.22 44,158.08 107,339.56

 

ปริมาณการดึงน้ำรวมของ ปตท.
(ล้านลูกบาศก์เมตร)​​



สรุปความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ของกลุ่ม ปตท.
ปริมาณการดึงน้ำจืด (ล้านลูกบาศก์เมตร)


หมายเหตุ:

ขอบเขตข้อมูลครอบคลุม ปตท. และบริษัทในกลุ่ม (GC, IRPC, GPSC, PTTEP, TOP, OR)

ปริมาณการใช้น้ำจืด (ล้านลูกบาศก์เมตร)

หมายเหตุ: ขอบเขตข้อมูลครอบคลุม ปตท. และบริษัทในกลุ่ม (GC, IRPC, GPSC, PTTEP, TOP, OR)


เหตุละเมิดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ

เหตุละเมิดหน่วย2560256125622563
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงและค่าเสียโอกาส (เช่น รายได้ที่เสียไป) จากเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับน้ำ บาท 0 0 0 0