ความยั่งยืน

การบริหารจัดการน้ำเชิงบูรณาการ

ความยั่งยืน

การบริหารจัดการน้ำเชิงบูรณาการ

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
   





โอกาสและความท้าทาย

น้ำเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการอุปโภคบริโภค และมีความจำเป็นทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร ในปัจจุบันความต้องการใช้น้ำมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของชุมชนเมือง รวมถึงความแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ ภาวะน้ำท่วม หรือแม้แต่มลพิษทางน้ำ ดังนั้นกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัว พัฒนานวัตกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำให้ดียิ่งขึ้น เพื่อแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

ปตท. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำ จึงได้กำหนดให้เป็นหนึ่งในประเด็นด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ การใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การลดปริมาณการใช้น้ำและการนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) รวมถึงการสร้างความตระหนักในการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการของ ปตท. และกลุ่ม ปตท. จะไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิการใช้น้ำของชุมชน อีกทั้งยังมีความสอดคล้องกับกฎหมายและแนวทางการการดำเนินงานตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติของประเทศไทย

แนวทางการจัดการ

การจัดการทรัพยากรน้ำGRI 303-1, GRI 303-2

ปตท. ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยกำหนดให้การบริหารจัดการน้ำเป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับธุรกิจ และได้กำหนดให้มีการดำเนินงานเพื่อติดตาม ประเมิน คาดการณ์และรายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เคยเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเมื่อปี 2548 อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของสายการผลิตหลักที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ด้วยการจัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำกลุ่ม ปตท. (PTT Group Water Management Team) ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและระบบสาธารณูปการของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินด้านการบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงในกรณีเกิดภัยแล้ง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้ คณะทำงานบริหารจัดการน้ำกลุ่ม ปตท. ยังได้ดำเนินการจัดทำแผนกลยุทธ์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยหลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) แผนการบริหารจัดการน้ำทิ้งอย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันให้เกิดความร่วมมือและแบ่งปันแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่เป็นเลิศ  โดยมีการบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกองค์กร ดังนี้

ประเภทดำเนินกิจกรรมเพื่อการบริหารจัดการน้ำ
การบริหารจัดการความเสี่ยงภายนอกองค์กร
  • ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านน้ำต่อการดำเนินกิจการของกลุ่ม ปตท. ประกอบด้วยความเสี่ยงทางกายภาพทั้งปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำ โดยใช้เครื่องมือและมาตรฐานการประเมินสากล ได้แก่ AQUEDUCT, WBCSD Global Water Tool, CERES Aqua Gauge และ Water Footprint Assessment รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎหมายและความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กร
  • วิเคราะห์และจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบด้านน้ำของแต่ละบริษัท โดยกำหนดกรณีพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดจากมาตรการถูกลดการใช้น้ำดิบเป็นเวลา 4 เดือน แบ่งการพิจารณาเป็น 3 กรณี คือ ผลกระทบจากการถูกให้ลดการใช้น้ำลงร้อยละ 10, 20 และ 30 ซึ่งอาจมีผลกระทบอย่างมากต่อการผลิตของโรงงานอาจถึงขั้นต้องหยุดการผลิตชั่วคราว
  • ประเมินและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งสถานการณ์น้ำต้นทุนและปริมาณน้ำฝน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำ บริหารจัดการความเสี่ยง และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการใช้น้ำของระบบนิเวศ การเกษตร การประมง สังคมชุมชน สิ่งแวดล้อมและการดำเนินธุรกิจตามปกติ
  • เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออก ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงานราชการ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกและผู้แทนจากภาคเอกชน เพื่อติดตามสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง วิเคราะห์สถานการณ์น้ำในระดับลุ่มน้ำและกำหนดมาตรการต่าง ๆ
  • ติดตามเฝ้าระวังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัยแล้ง ระหว่างเกิดภัยแล้ง และมาตรการเพื่อให้มีน้ำใช้ระยะยาว ตลอดจนการพิจารณาแหล่งน้ำทดแทน เพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำเพื่อการผลิตเช่น การสร้างบ่อน้ำสำรอง การติดตั้งหน่วยผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เป็นต้น ซึ่งจะเสริมสร้างความมั่นคงในสายการผลิตของกลุ่ม ปตท. ลดผลกระทบหากเกิดภาวะภัยแล้งหรือกรณีเกิดการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ และช่วยลดประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องภาคอุตสาหกรรมแย่งน้ำจากชุมชน
  • บูรณาการความร่วมมือและสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนา สร้างความมั่นคงและยั่งยืนของการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยมีเป้าหมายในการควบคุมปริมาณน้ำกักเก็บสำหรับพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่ม ปตท. จังหวัดระยอง ซึ่งครอบคลุมอ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ไม่น้อยกว่า 240 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งติดตามและสนับสนุนให้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้มีศักยภาพในการรองรับความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2579 ตามแผนงานของรัฐบาล
  • เข้าไปมีส่วนร่วมกับสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการผลักดันเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งการแก้ปัญหาในระยะสั้น และสร้างความยั่งยืนด้านทรัพยากรน้ำในระยะยาว
  • มุ่งมั่นดำเนินการตามหลัก 2Rs (Reserve และ Re-Visualize) โดยติดตามความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การบริหารจัดการความเสี่ยงภายในองค์กร
  • จัดทำแผนกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศและการจัดการความเสี่ยงของกลุ่ม ปตท.
  • กำหนดเป้าหมาย ประเมิน และติดตามประสิทธิภาพการใช้น้ำขององค์กร เช่น เป้าหมายในการลดความเข้มปริมาณน้ำใช้ (Water Intensity) ในปี 2573 ร้อยละ 12.6 สำหรับภาคการผลิตและร้อยละ 10 สำหรับอาคารสำนักงาน เมื่อเทียบกับข้อมูลปีฐาน 2556 รวมถึงกำหนดเป้าหมายควบคุมและติดตามการดึงน้ำจืด (Freshwater Withdrawal) ของกลุ่ม ปตท. ไม่เกิน 74 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2565
  • ยกระดับการบริหารจัดการน้ำตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยความมุ่งมั่นดำเนินการตามหลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) เพื่อลดการใช้น้ำ เพิ่มการใช้น้ำหมุนเวียนซ้ำ เพิ่มการนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาการใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ เช่น การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลและการศึกษาพัฒนานวัตกรรมเพื่อการนำน้ำที่ใช้แล้วมาบำบัดและนำกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น

หมายเหตุ:

•  การบริหารจัดการความเสี่ยงภายนอกองค์กร เช่น ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากแหล่งที่ตั้งของโรงงานและปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่น ความเสี่ยงด้านปริมาณและคุณภาพน้ำต้นทุน ความเสี่ยงด้าน
   นโยบายภาครัฐและกฎหมาย ความเสี่ยงด้านสังคม เป็นต้น
•  การบริหารจัดการความเสี่ยงภายในองค์กร เช่น การควบคุมและติดตามปริมาณน้ำใช้ การติดตามคุณภาพน้ำทิ้งจากระบบบำบัด เป็นต้น
•  ปัจจุบัน GC และ TOP มีการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลด้วยระบบที่มีอยู่อย่างเต็มศักยภาพเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิต และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายกำลังการผลิตน้ำ
   จืดจากน้ำทะเลเพื่อลดการพึ่งพาการใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ

 

นอกจากนี้ ปตท. ยังได้ตระหนักถึงผลกระทบของคุณภาพน้ำทิ้งจากสถานประกอบการของตนเองต่อชุมชนรอบข้าง และสิ่งแวดล้อม โดยได้ควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากอาคารบางประเภทและบางขนาด พ.ศ. 2548 เป็นต้น รวมทั้งควบคุมให้เป็นไปตามที่ระบุในมาตรการแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการ (Environmental Impact Assessment: EIA) เฉพาะของสถานประกอบการนั้น ๆ

ปตท. มุ่งมั่นยกระดับประสิทธิภาพการใช้น้ำ เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการด้าน SSHE มีการกำหนดนโยบาย เป้าหมายระยะยาวและประจำปี ควบคุมการดึงน้ำมาใช้ทั้งในภาคผลิตและอาคารสำนักงาน โดยมุ่งเน้นนำกลับมาใช้ใหม่/ นำมาใช้ซ้ำให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีการติดตามตรวจวัดและรายงานข้อมูลผลการดำเนินงานเทียบเป้าหมายให้ผู้บริหารแต่ละพื้นที่/ สายงาน  ทบทวนประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเป้าหมาย SSHE ซึ่งมีการรายงานตามโครงสร้างกำกับดูแลที่กำหนด เป็นรายไตรมาส

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

สรุปความก้าวหน้าในการดำเนินงานของ ปตท.

ร้อยละของปริมาณน้ำที่นำกลับมาใช้ใหม่และนำกลับมาใช้ซ้ำ ต่อปริมาณดึงน้ำ (น้ำจืด) ทั้งหมดของ ปตท.

ปี2561256225632564
ผลการดำเนินงาน 6.41 9.18 7.62 6.32

ปริมาณน้ำกักเก็บสำหรับพื้นที่ปฏิบัติการของ ปตท. จังหวัดระยอง
(ล้านลูกบาศก์เมตร)

หมายเหตุ:

ขอบเขตข้อมูลครอบคลุมอ่างเก็บน้ำ 3 แห่งหลักในพื้นที่จังหวัดระยอง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่

ปริมาณการดึงน้ำทั้งหมดของ ปตท. ในปี 2564 (ลูกบาศก์เมตร)
น้ำผิวดินน้ำทะเลน้ำประปาน้ำใต้ดินน้ำฝน
23,550 83,247 1,754,194 33,177 116,550


ปริมาณการดึงน้ำรวมของ ปตท. (ล้านลูกบาศก์เมตร)​​​

 

สรุปความก้าวหน้าในการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท.

ปริมาณการดึงน้ำจืด (ล้านลูกบาศก์เมตร)​​​

ปริมาณการใช้น้ำจืด (ล้านลูกบาศก์เมตร)​​​



หมายเหตุ: ขอบเขตข้อมูลครอบคลุม ปตท. และบริษัทในกลุ่ม (GC, IRPC, GPSC, PTTEP, TOP, OR)

 

ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงและค่าเสียโอกาส (เช่น รายได้ที่เสียไป)
จากเหตุละเมิดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ (บาท)

ปี2561256225632564
ค่าใช้จ่าย 0 0 0 0
ตัวอย่างโครงการหรือกิจกรรมที่สำคัญ

กลุ่ม ปตท. ได้มีการดำเนินโครงการและกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการจัดหาน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับต่อความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนี้

โครงการนวัตกรรมต้นแบบ Greywater RecycleSDGs 6.3, 6.4, 6.5, 6.a 

ปตท. ได้จัดทำโครงการศึกษาและพัฒนาโครงการนวัตกรรมต้นแบบ Greywater Recycle สำหรับนำน้ำที่ผ่านการใช้แล้วจากการล้างมือ มาบำบัดและนำกลับมาใช้กับสุขภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้านการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ โดยได้มีการดำเนินโครงการนำร่องในพื้นที่ ปตท. สำนักงานใหญ่ ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าว สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 30 ลิตรต่อชั่วโมง และมีคุณภาพน้ำผ่านตามเกณฑ์มาตรฐาน US EPA Guideline

น้ำที่ผ่านการบำบัดโดยนวัตกรรม Grey Water Recycle Prototype


งานโครงการศึกษาวิจัยคาดการณ์แนวโน้มสภาพน้ำต้นทุนเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ภาคตะวันออก
SDGs 6.3, 6.4, 6.5, 6.a, 17

คณะทำงานการบริหารจัดการน้ำกลุ่ม ปตท. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำและคาดการณ์แนวโน้มทรัพยากรน้ำต้นทุนในอนาคตโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคาดการณ์สภาพอากาศระยะยาวร่วมกับแบบจำลองทางอุทกวิทยา เพื่อประเมินแนวโน้มปริมาณน้ำต้นทุนอ่างเก็บน้ำหลักในพื้นที่จังหวัดระยองล่วงหน้าในระยะ 6 เดือน 1 ปีและ 20 ปี และพบว่าหากไม่มีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่อย่างเหมาะสมอาจทำให้ความเสี่ยงการใช้น้ำของบริษัทในกลุ่ม ปตท. อยู่ในระดับปานกลางหรือสูง ดังนั้น คณะทำงานจึงได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออก ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงานราชการ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกและผู้แทนจากภาคเอกชน เพื่อติดตามสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง วิเคราะห์สถานการณ์น้ำในระดับลุ่มน้ำและกำหนดมาตรการต่าง ๆ จากการดำเนินงานโดยอาศัยความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทำให้ในปี 2564 สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกอยู่ในเกณฑ์ดี อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำกักเก็บมากกว่าร้อยละ 90 ของความจุ ส่งผลให้ในปี 2564 – 2565 คาดว่าจะมีปริมาณน้ำเพียงพอกับทุกภาคส่วน ไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะการใช้น้ำในภาคเกษตรกรรม ประมง อุตสาหกรรมและการใช้น้ำในการดำเนินธุรกิจปกติของกลุ่ม ปตท. รวมถึงไม่เกิดปัญหาการแย่งน้ำและไม่กระทบสิทธิการใช้น้ำของชุมชน

งานส่งเสริมการประเมินการใช้น้ำตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Water Footprint) ตามมาตรฐาน ISO 14046SDGs 6.5, 6.a

สถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ริเริ่มโครงการประเมินการใช้น้ำตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Water Footprint) เพื่อส่งเสริมมาตรฐาน ISO 14046 ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำ กลุ่ม ปตท. เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการเทคนิคในการกำหนดมาตรฐานการประเมิน และให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิคกับบริษัทในกลุ่ม ปตท.เพื่อเข้าร่วมโครงการจนผลิตภัณฑ์ของ GC และ GPSC ได้รับการรับรองฉลาก Water Footprint จากการดำเนินงานในบริษัทนำร่องส่งผลให้เกิดการพัฒนาฐานข้อมูลการใช้น้ำที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อขยายผลต่อไปยังบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่ม ปตท. ต่อไป

ในปี 2564 กลุ่ม ปตท. ยังคงดำเนินการตามมาตรการและแนวทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่า การใช้น้ำของกลุ่ม ปตท. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

งานติดตามผลักดันการดำเนินมาตรการป้องกันการขาดแคลนน้ำ ในปี 2564 (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2564)SDGs 6.4, 6.a

สถานการณ์น้ำภาคตะวันออกและสรุปผลการบริหารจัดการ ปี 2564
การติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกพบว่า อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ 220.16 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 74.6%) ในขณะที่ 3 อ่างเก็บน้ำหลักของ จ.ระยอง ซึ่งประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ 242.74 ล้านลูกบาศก์เมตรคิดเป็น 88.2% ซึ่งเมื่อพิจารณาสถานการณ์น้ำตลอดปี 2564 พบว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง และ 3 อ่างเก็บน้ำหลักของ จ.ระยอง มีเพียงพอต่อความต้องการใช้ และมีปริมาณน้ำกักเก็บสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี

ทั้งนี้ในปี 2564 คณะทำงาน PTT group water supply management  ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ได้ดำเนินงานตามมาตรการผันน้ำเพื่อป้องกันภัยแล้งในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยสรุปผลการดำเนินงานของโครงการเพิ่มน้ำในพื้นที่ จ.ระยอง (อ่างฯ หนองปลาไหล อ่างฯคลองใหญ่ และอ่างฯประแสร์) และพื้นที่ จ.ชลบุรี (อ่างฯบางพระ อ่างฯ หนองค้อ) ในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ได้ดังนี้

1. ดำเนินโครงการผันน้ำคลองสะพานเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์ โดยกรมชลประทาน เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งมีปริมาณสูบน้ำตามแผน 18 ล้านลูกบาศก์เมตร และผลการสูบน้ำสะสม 9.8 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันได้หยุดการสูบน้ำ
2. การสูบผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์เติมอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล โดยบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ East Water เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งมีปริมาณสูบน้ำตามแผน 22 ล้านลูกบาศก์เมตร และผลการสูบน้ำสะสม 22.05 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันได้หยุดการสูบน้ำ
3. การสูบผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์เติมอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ โดยบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ East Water และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เป็นผู้ดำเนินโครงการ ซึ่งมีปริมาณสูบน้ำตามแผน 40 ล้านลูกบาศก์เมตร และผลการสูบน้ำสะสม 2.35 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันได้หยุดการสูบน้ำ
4. การสูบน้ำจากคลองน้ำหูเข้าสู่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินโครงการ ซึ่งเป็นการสูบน้ำตามระดับน้ำของคลองน้ำหู และมีผลการสูบน้ำสะสม 6.35 ล้านลูกบาศก์เมตร
5. การสูบน้ำจากโครงการพระองค์ไชยานุชิต-อ่างฯบางพระ โดย กปภ.ในช่วงฤดูฝน ซึ่งมีปริมาณสูบน้ำตามแผน 40 ล้านลูกบาศก์เมตร และผลการสูบน้ำสะสม 43.88 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันได้หยุดการสูบน้ำ
6. การสูบน้ำจาก น.บางปะกง-อ่างฯบางพระ โดย East Water ในช่วงฤดูฝน ซึ่งมีปริมาณสูบน้ำตามแผน 22 ล้านลูกบาศก์เมตร และผลการสูบน้ำสะสม 17.88 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันได้หยุดการสูบน้ำ

การติดตามผลักดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำระยาว โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการและเป็นไปตามแผน
  • อ่างฯ คลองพะวาใหญ่ จ.จันทบุรี (ปี 2560-2566)
  • อ่างฯ คลองหางแมว จ.จันทบุรี (ปี 2560-2566)
  • ปรับปรุงเครือข่ายน้ำอ่างฯคลองใหญ่- อ่างฯ หนองปลาไหล (ปี 2562-2565)
  • ปรับปรุงคลองพานทอง- อ่างฯบางพระ (ปี 2561-2566)
  • โครงการศึกษาความเหมาะสมโครงการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (ปี 2564) กำหนดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการในเดือน ก.พ. 2565
การบริหารจัดการน้ำตามหลัก 3RsSDGs 6.3, 6.6, 6.a, 12.2, 12.4, 12.5
  • การเปลี่ยนระบบน้ำหล่อเย็นที่โรงไฟฟ้าจากระบบเปิดเป็นระบบปิด ทำให้สามารถลดการใช้น้ำ
  • โครงการนำพลังงานความร้อนที่เหลือจากหม้อไอน้ำทิ้ง (Blow-down Tank) มาใช้ เช่น การลดปริมาณการใช้น้ำหล่อเย็นที่ใช้ในการลดอุณหภูมิก่อนปล่อยสู่บ่อบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งนำน้ำระบายทิ้ง (Blow-down Water) มารดน้ำต้นไม้
  • โครงการ Reverse Osmosis Intermediated เพื่อนำน้ำกลับมาใช้ในการหล่อเย็น เพื่อใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • โครงการนำน้ำ Condensate กลับมาใช้ในกระบวนการผลิตไอน้ำ
  • โรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 มีการนำน้ำทิ้งที่เกิดจากกระบวนการ Dehydration มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยนำมาใช้ทดแทนเป็นน้ำ Make up ในกระบวนการ Acid Gas Removal Unit (AGRU) ช่วยลดปริมาณน้ำ Make up ได้ 17,500 ลูกบาศก์เมตรต่อปี
  • โครงการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination) ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) สามารถลดการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 10-20
  • การศึกษาความเป็นไปได้ของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบ Eco Industrial ซึ่งจะดึงน้ำทิ้งซึ่งผ่านการบำบัดแล้ว กลับมาเป็นน้ำที่สามารถใช้ได้ใหม่อีกครั้ง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำให้แก่กลุ่ม ปตท.
  • การศึกษาและพัฒนานวัตกรรมระบบ Greywater Recycle Prototype เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการใช้น้ำด้วยการนำน้ำที่ใช้แล้วมาบำบัดและนำกลับมาใช้ใหม่ โดยระบบดังกล่าว สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 30 ลิตรต่อชั่วโมง และมีคุณภาพน้ำผ่านตามเกณฑ์มาตรฐาน US EPA Guideline
การกำหนดเป้าหมายควบคุมและติดตามการดึงน้ำจืด (Freshwater Withdrawal) ของกลุ่ม ปตท.SDGs 6.4, 6.a, 12.2
  • ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้ร่วมกันศึกษาและกำหนดเป้าหมายควบคุมและติดตามการดึงน้ำจืด (Freshwater Withdrawal) ของกลุ่ม ปตท. โดยกำหนดให้มีปริมาตรไม่เกิน 74 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2565
การคาดการณ์ความเสี่ยงการใช้น้ำของบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยใช้เครื่องมือ AQUEDUCT, WBCSD Global Water Tool และ Water deprivationSDGs 6.4
  • จากการคาดการณ์ความเสี่ยงการใช้น้ำของกลุ่มบริษัท ปตท. เลือกพิจารณาบริเวณภาคตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งหลักของกลุ่มบริษัทฯ โดยใช้เครื่องมือ AQUEDUCT พบว่าในปี 2564 ความเสี่ยงอยู่ในระดับกลางถึงสูง ถ้ากรณียังดำเนินการแบบ BAU ในปี 2573 และปี 2583 ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็นขนาด 1.4 เท่าของค่าเดิม ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง-สูง
การดำเนินงานในอนาคต
ผลักดันการดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามแผนงานที่กำหนด เช่น การศึกษาแนวทางการลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับกระบวนการ Water Recycle การติดตั้งเทคโนโลยี Zero Liquid Discharge (ZLD) สำหรับโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 7 ที่จะเริ่มดำเนินการในปี 2568  พร้อมทั้งมุ่งเน้นยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงในระยะยาวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยควบคู่ไปกับการดำเนินการโครงการต่าง ๆ ร่วมกับเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และสังคมชุมชน ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล