ความยั่งยืน

การบริหารจัดการสายโซ่อุปทาน

ความยั่งยืน

การบริหารจัดการสายโซ่อุปทาน

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
   





ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ

การบริหารจัดการสายโซ่อุปทานเพื่อความยั่งยืนเป็นการดูแลทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของสายโซ่อุปทานที่มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจ แต่จะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย เพื่อความยั่งยืนของบริษัทหรือองค์กรเอง และความยั่งยืนต่อมนุษยชาติหรือคนรุ่นหลังในอนาคต

ปตท. เล็งเห็นความสำคัญและมีความมุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการสายโซ่อุปทานเพื่อความยั่งยืน จึงได้ปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการสายโซ่อุปทานตามแนวทางการดำเนินการเพื่อความยั่งยืนโดยการผนวกเรื่องจริยธรรมทางธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ในการบริหารจัดการสายโซ่อุปทาน ตลอดทั่วทั้งการจัดหาสินค้าและบริการในทุกภาคส่วนของ ปตท.

โดยได้นำหลักการการบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (Environment, Social, Governance: ESG) มาใช้ในกระบวนการจัดหาและบริหารงานผู้ค้า เพื่อให้เกิด  “การบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน”  ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น (Risk Management) สร้างโอกาสทางธุรกิจ (Opportunity) รวมทั้งร่วมพัฒนาศักยภาพของคู่ค้า ให้มีความพร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจ (Capability Building) ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมรับมือและก้าวไปสู่การเติบโตทางธุรกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน ตลอดจนก่อให้เกิดความมั่นใจในการจัดส่งสินค้าและให้บริการตามความต้องการ (Supply Reliability)

วัตถุประสงค์/ เป้าหมาย

ปัจจุบันการจัดซื้อจัดจ้างของ ปตท. อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่หน่วยงาน ด้วยความโปร่งใส มีประสิทธิภาพประสิทธิผล และสามารถตรวจสอบได้ พร้อมกับการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ที่ผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ตอบสนองต่อการดำเนินธุรกิจด้วยความคล่องตัวและรวดเร็ว ผนวกกับกลยุทธ์ของ ปตท. ที่มุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่องโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ดังนั้น การบริหารจัดการสายโซ่อุปทานของ ปตท. จึงต้องพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน

ปตท. กำหนดเป้าหมายในการดำเนินงาน สื่อสารให้กับผู้ค้าผ่านงานสัมมนาผู้ค้า เว็บไซต์ และช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ค้าเกิดการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางความยั่งยืน หรือ แนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า ปตท. (PTT Supplier Sustainable Code of Conduct) ที่ได้มีการกำหนดไว้เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานสำหรับผู้ค้าของ ปตท.


สรุปความก้าวหน้าในการดำเนินงานGRI 308-1, GRI 414-1, GRI 414-2
แผนงานเป้าหมายปี 2565ผลการดำเนินงานปี 2565เป้าหมายปี 2566ผลการดำเนินงานปี 2566เป้าหมายระยะยาว
การตรวจประเมินแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้าในกลุ่ม Critical/ Strategic ในพื้นที่

ตรวจประเมินผู้ค้า สินค้าและบริการอื่น ร้อยละ 100 ของผู้ค้ากลุ่ม Critical/ Strategic ที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้

ตรวจประเมินผู้ค้าสินค้าและบริการอื่น จำนวน 8 ราย คิดเป็นร้อยละ 100 ของผู้ค้ากลุ่ม Critical/ Strategic ที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ตรวจประเมินผู้ค้า สินค้าและบริการอื่น ร้อยละ 100 ของผู้ค้ากลุ่ม Critical/ Strategic ที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ตรวจประเมินผู้ค้าสินค้าและบริการอื่น จำนวน 8 ราย คิดเป็นร้อยละ 100 ของผู้ค้ากลุ่ม Critical/ Strategic ที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ผู้ค้ากลุ่ม Critical/ Strategic (สูงสุดร้อยละ 80) สามารถพัฒนาตนเองและดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน  
การบริหารการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน ISO 20400

ดำเนินการบูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างร่วมกันระหว่างบริษัทในกลุ่ม ปตท. ตามแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (ISO 20400) อย่างน้อย 3 รายการ

ดำเนินการบูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างร่วมกันระหว่างบริษัทในกลุ่ม ปตท. ตามแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (ISO 20400) 3 รายการ ได้แก่
1. รายการ Steel Drum
2. รายการ Jumbo Bag
3. รายการ Plastic Pallet

ดำเนินการบูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างร่วมกันระหว่างบริษัทในกลุ่ม ปตท. ตามแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (ISO 20400) อย่างน้อย 3 รายการ

ดำเนินการบูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างร่วมกันระหว่างบริษัทในกลุ่ม ปตท. ตามแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (ISO 20400) 3 รายการ ได้แก่
1. Drinking Water
2. Fuel Additive
3. Lube Oil

การจัดซื้อจัดจ้างร่วมกันระหว่างกลุ่ม ปตท. สามารถดำเนินการได้ตามแนวทาง ISO20400 และเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด

การดำเนินการจัดหาสินค้าและบริการที่มีความต้องการจัดหาร่วมกันภายในกลุ่ม ปตท. ดำเนินการจัดหาสินค้าและบริการร่วมกันกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่มได้ร้อยละ 7 ของมูลค่าการใช้จ่าย ดำเนินการจัดหาสินค้าและบริการร่วมกันกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ร้อยละ 13.10 ของมูลค่าการใช้จ่าย ดำเนินการจัดหาสินค้าและบริการร่วมกันกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่มได้ร้อยละ 7 ของมูลค่าการใช้จ่าย ดำเนินการจัดหาสินค้าและบริการร่วมกันกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ร้อยละ 21.04 ของมูลค่าการใช้จ่าย ดำเนินการจัดหาสินค้าและบริการร่วมกันกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่มได้ร้อยละ 10-12 ของมูลค่าการใช้จ่าย
ความพึงพอใจของผู้ค้า ต่อการสื่อสารทิศทางการดำเนินงานของ ปตท. เพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินงานและระบบจัดซื้อจัดจ้างของ ปตท.ผ่านงานสัมมนาผู้ค้า คะแนนความพึงพอใจ 4.5 จากคะแนนเต็ม 5.0 คะแนนความพึงพอใจ 4.56 จากคะแนนเต็ม 5.0 คะแนนความพึงพอใจ 4.5 จากคะแนนเต็ม 5.0 คะแนนความพึงพอใจ 4.75 จากคะแนนเต็ม 5.0 คะแนนความพึงพอใจ 4.5 จากคะแนนเต็ม 5.0

แนวทางการบริหารจัดการGRI414-1

นโยบายจัดซื้อจัดจ้าง ของ ปตท.

ปตท. ได้ประกาศนโยบายจัดซื้อจัดจ้างของกลุ่ม ปตท. เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ลงนามโดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.  เพื่อให้บริษัทในกลุ่ม ปตท. ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นทิศทางเดียวกัน

นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างของกลุ่ม ปตท.
นอกจากนี้ ปตท. มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการกำกับ ดูแลกิจการเพื่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ความตั้งใจดังกล่าวบรรลุตามปณิธานที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิผล ปตท. จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และพัฒนาให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทางการกำกับดูแลผู้ค้าของ ปตท. โดยกำหนดนโยบายการจัดหาและบริหารงานผู้ค้าอย่างยั่งยืน กลุ่ม ปตท. ในปี 2558  

เพื่อให้ผู้ค้าของ ปตท. มีแนวทางปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางการบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน  ปตท. ได้ประกาศใช้แนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า ปตท. (PTT Supplier Sustainable Code of Conduct: SSCoC) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2555 และปรับปรุงครั้งล่าสุดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 โดยกำหนดเนื้อหาและขอบเขตให้อยู่ภายใต้ข้อกำหนด ข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ผู้ค้าของ ปตท. มีการดำเนินงานอย่างมีจริยธรรม เคารพสิทธิมนุษยชน มีการดูแลอาชีวอนามัย และความปลอดภัยของลูกจ้าง รวมถึงการให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน ตลอดจนประเด็นที่ ปตท. ให้ความสำคัญ ประกอบด้วย 4 หัวข้อหลัก ดังนี้

  1. จริยธรรมทางธุรกิจ
  2. ความรับผิดชอบต่อสังคม
  3. ความปลอดภัย
  4. การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

นโยบายการจัดหาและบริหารงานผู้ค้าอย่างยั่งยืนกลุ่ม ปตท.
แนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า ปตท.


โครงสร้างกำกับดูแล

การกำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างของ ปตท.

ปตท. ให้ความสำคัญกับการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้เกิดความคุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และตรวจสอบได้ เพื่อให้ความมั่นใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง (คตจ.) เพื่อดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้างเชิงพาณิชย์ประเภท Non-Hydrocarbon ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อกำหนด หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ คตจ. ยังให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติด้านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ที่เหมาะสม ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันภายในองค์กรและบริษัทในเครือ ปตท. ในต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดความร่วมมือในการปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาศักยภาพองค์กร เป็นประธานคณะกรรมการฯ ทั้ง 2 คณะ

กระบวนการ/ กลไกในการบริหารจัดการผลกระทบ

การบริหารจัดการสายโซ่อุปทาน ระดับส่วนกลาง


ในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการจัดหาสินค้าและการจัดจ้างการบริการทั่วไปซึ่งมีผู้ค้าที่หลากหลายทั้งจำนวนและคุณภาพ  ปตท. ให้ความสำคัญกับการบริหารผู้ค้าอย่างเป็นระบบ โดยมีการจัดทำมาตรการบริหารจัดการผู้ค้า เพื่อยกระดับการดำเนินงานของผู้ค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สามารถตอบสนองความต้องการสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น บรรลุเป้าหมาย สามารถรักษาคุณภาพของสินค้าและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ค้าและ ปตท. รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างความตระหนักถึงจุดยืนขององค์กรด้านความยั่งยืนแก่ผู้ค้า

ปตท. กำหนดมาตรฐานการคัดเลือก ประเมิน และตรวจสอบผู้ค้าอย่างยุติธรรมและโปร่งใส ยึดหลักความยั่งยืนทางธุรกิจ ความน่าเชื่อถือของผู้ค้า รวมถึงความสามารถในการตอบสนองความต้องการของ ปตท. โดยมีการจัดทำ “ทะเบียนผู้ค้า (Approved Vendor List)” เพื่อคัดเลือกผู้ค้าที่มีศักยภาพร่วมธุรกิจโดยใช้แบบสอบถามประเมินศักยภาพของผู้ค้า ทั้งคุณสมบัติทางการค้า เทคนิค คุณภาพ ความพร้อมของการบริการ กำลังการผลิต การขนส่ง ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม มาตรฐานอุตสาหกรรม ผู้ค้าต้องมีความสามารถที่จะดำเนินธุรกิจตามแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า ปตท. โดยผู้ค้าที่ได้คะแนนประเมินผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด จะได้รับการอนุมัติให้อยู่ในทะเบียนผู้ค้า ซึ่งการบริหารจัดการทะเบียนผู้ค้าอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการคัดเลือกผู้ค้าและคณะทำงานทะเบียนผู้ค้า นอกจากนี้ ปตท. ได้เพิ่มเติมเงื่อนไขต่าง ๆ ในข้อกำหนด สำหรับงานจัดหาทุกงานเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ค้าดำเนินงานตามแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า

ปตท. กำหนดแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า โดยมีเนื้อหาและขอบเขตของแนวทางการปฏิบัติสอดคล้องกับระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมประเด็นด้านจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม การบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้จัดทำทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีผลบังคับใช้กับผู้ค้าที่ทำสัญญากับ ปตท. ในวงเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป และ/ หรือ งานที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้ค้าที่ต้องการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ค้ากับ ปตท. นอกจากนี้ ปตท. ได้กำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมและการบริหารจัดการผู้ค้า เพื่อสื่อสารทิศทางการดำเนินงาน แนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสม และความรู้ด้านนโยบายการจัดหาตามแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนกับผู้ค้าทั้งหมด โดยมีช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย เช่น งานสัมมนาผู้ค้าประจำปี และเว็บไซต์ เป็นต้น

ปตท. บริหารระยะเวลาการจ่ายเงินให้กับผู้ค้าตามรายละเอียดข้อกำหนดของงานจัดซื้อจัดจ้างแต่ละงาน เพื่อไม่มีผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินทั้งต่อผู้ค้าและ ปตท. ซึ่งเป็นการกำหนดระยะเวลาตามประเภทธุรกิจที่ยอมรับกันทั่วไปตามมาตรฐานสากลของธุรกิจนั้น ทั้งนี้ได้คำนึงถึงต้นทุน ความเสี่ยงทางการเงินอันอาจเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยน และความเป็นธรรมต่อคู่ค้าด้วย

นอกจากนี้ เพื่อเสริมสร้างความพึงพอใจของผู้ค้า และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ค้าและ ปตท. จึงได้มีการจัดงานสัมมนาผู้ค้าขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีเป้าหมายหลัก เพื่อสื่อความนโยบาย ทิศทางและแนวทางการดำเนินงานธุรกิจ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็นระหว่างผู้ค้าและ ปตท.  รวมทั้งได้มีการสำรวจความพึงพอใจของผู้ค้าในการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารสัญญาทุกครั้งหลังกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและเมื่อสิ้นสุดกระบวนการบริหารสัญญา เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาขั้นตอนการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผลการดำเนินงาน

ร้อยละของผู้ค้าใหม่

ร้อยละ 100 ผู้ค้าใหม่ ผ่านการคัดเลือกด้วยเกณฑ์การประเมินผู้ค้าด้านการดำเนินงานอย่างยั่งยืน (ESG Assessment Criteria)

ร้อยละของผู้ค้าที่
ทำสัญญากับ ปตท.
ร้อยละ 100 ผู้ค้าที่ทำสัญญากับ ปตท. ในวงเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป และ/ หรืองานที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้ค้าที่ต้องการขึ้นทะเบียนผู้ค้ากับ ปตท. ได้ลงนามรับทราบและปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า ปตท.


การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างปี 2561 - 2566

การจัดซื้อจัดจ้่างระหว่างปี

2561 - 2563

2562 - 2564

2563 - 2565

2564 - 2566

จำนวนคู่ค้า (ราย) คู่ค้าระดับที่ 1 2,852 3,328  4,062  3,379
คู่ค้าหลักระดับที่ 1 25 31 32 37
คู่ค้าหลักที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง 11 12 13 14

มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้าง (พันล้าน)

66.40 67.56 77.35 77.79

มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างในประเทศไทย (พันล้านบาท)

63.26 64.22 74.69 72.15

มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้าง ในต่างประเทศ (พันล้านบาท)

3.14 3.34 2.66 5.64

หมายเหตุ:

คู่ค้าระดับที่ 1 หมายถึง กลุ่มผู้ค้าและผู้รับเหมา ที่มีสัญญาจัดซื้อจัดจ้างโดยตรงกับ ปตท. ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นพัสดุและสินค้า Non-Hydrocarbon
คู่ค้าหลักระดับที่ 1 หมายถึง กลุ่มผู้ค้าและผู้รับเหมาในระดับที่ 1 ที่ ปตท. ต้องการพัฒนาความสัมพันธ์และเป็นพลังร่วมทางธุรกิจในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินธุรกิจร่วมกันและสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นกลุ่มผู้ค้า/ผู้รับเหมาที่มีกิจกรรมการดำเนินงานที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงต่อทั้งกลุ่มผู้ค้า/ผู้รับเหมาเองและ ปตท. และขยายผลกระทบไปสู่ชุมชนโดยรอบ ทำให้ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ซื้อทั้งทางด้านธุรกิจและภาพลักษณ์องค์กร

การจัดหาสินค้าและบริการในท้องถิ่นGRI 204-1 (ร้อยละ)


ความพึงพอใจของผู้ค้าต่อการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานจัดหา (ร้อยละ)

การประเมินความเสี่ยงของผู้ค้า

ปตท. จัดโครงสร้างทะเบียนผู้ค้าให้เอื้อต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้ค้าอย่างรัดกุม เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน และป้องกันผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของ ปตท. โดยทำการประเมินความเสี่ยงของผู้ค้ากลุ่มหลัก ตามโครงสร้างทะเบียนผู้ค้า ปตท. ใน 2 มิติ ได้แก่

  • ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนของผู้ค้า (Sustainability Risk) ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากความเสี่ยงเฉพาะตัวของอุตสาหกรรม (Sector-Specific Risk) และ/หรือความเสี่ยงเฉพาะตัวของสินค้า (Commodity-Specific Risk) นำมาทำการประเมินโดยครอบคลุมประเด็นด้านความยั่งยืน เช่น ความล่าช้าของโครงการ ความต้องการด้านคุณภาพของสินค้าหรือบริการ มลพิษทางอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการน้ำและน้ำเสีย การจัดการขยะ การใช้พลังงาน การต่อต้านการทุจริต การแข่งขันที่เป็นธรรม รวมไปถึงแรงงานสัมพันธ์ สิทธิมนุษยชน และความปลอดภัย เป็นต้น
  • ความเสี่ยงด้านการส่งมอบ (Supply Risk) ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากประเภทของสินค้าหรือบริการที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ปตท. เช่น เป็นสินค้าหรือบริการที่มีปริมาณคำสั่งซื้อจำนวนมาก เป็นสินค้าหรือบริการที่สำคัญกับการดำเนินงานของ ปตท. หรือสินค้าหรือบริการที่ไม่สามารถทดแทนได้


การประเมินระดับความเสี่ยงกลุ่มงานสินค้าและบริการของ ปตท. 

ประเภทของข้อมูล

ผลการดำเนินงาน ปี 2566

1.1 จำนวนผู้ค้าระดับที่ 1 1,655
1.2 จำนวนผู้ค้าหลักระดับที่ 1    19
1.3 จำนวน % ค่าใช้จ่ายของผู้ค้าหลักระดับที่ 1 เทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด 22.23%
1.4 จำนวนผู้ค้าหลักระดับที่ 2  14
1.5 จำนวนผู้ค้าที่เป็นผู้ค้าหลักทั้งหมด (ระดับที่ 1 และ ระดับที่ 2) 33

หมายเหตุ:

คู่ค้าระดับที่ 1 หมายถึง กลุ่มผู้ค้าและผู้รับเหมา ที่มีสัญญาจัดซื้อจัดจ้างโดยตรงกับ ปตท. ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นพัสดุและสินค้า Non-Hydrocarbon
คู่ค้าหลักระดับที่ 1 หมายถึง กลุ่มผู้ค้าและผู้รับเหมาในระดับที่ 1 ที่ ปตท. ต้องการพัฒนาความสัมพันธ์และเป็นพลังร่วมทางธุรกิจในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินธุรกิจร่วมกันและสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นกลุ่มผู้ค้า/ผู้รับเหมาที่มีกิจกรรมการดำเนินงานที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงต่อทั้งกลุ่มผู้ค้า/ผู้รับเหมาเองและ ปตท. และขยายผลกระทบไปสู่ชุมชนโดยรอบ ทำให้ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ซื้อทั้งทางด้านธุรกิจและภาพลักษณ์องค์กร
ผู้ค้าหลักระดับที่ 2 หมายถึง กลุ่มผู้ค้าและผู้รับเหมาที่ไม่มีการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างโดยตรงกับ ปตท. แต่มีความสัมพันธ์ทางอ้อมในฐานะผู้ขาย/ผู้ให้บริการที่มีกิจกรรมการดำเนินงานที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงแก่ผู้ค้าหลักระดับที่ 1 ของปตท.


การประเมินระดับความเสี่ยงกลุ่มงานสินค้าและบริการของ ปตท. เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้การบริหารกลุ่มงานผู้ค้าและแนวทางการบริหารจัดการผู้ค้า แตกต่างกัน โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

ระดับการบริหารกลุ่มงานผู้ค้าความหมายกลยุทธ์ในการบริหารจัดการเครื่องมือในการบริหารจัดการ
1. Critical/Strategic Supplier กลุ่มผู้ค้าที่มีกิจกรรมการดำเนินงานที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลกระทบในระดับรุนแรงต่อผู้ค้าเองและต่อชุมชนโดยรอบ ซึ่งจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ซื้อทั้งทางด้านธุรกิจและภาพลักษณ์องค์กร

พัฒนาความสัมพันธ์และพลังร่วมทางธุรกิจในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินธุรกิจร่วมกันและสร้างมูลค่าเพิ่ม
  • แนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า ปตท. (PTT Suppliers Sustainable Code of Conduct: SSCoC)
  • ข้อกำหนดด้านจริยธรรมทางธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม สำหรับกลุ่มงาน Critical/  Strategic
  • แบบประเมินศักยภาพด้านความยั่งยืน (Sustainability Performance Assessment)
  • การตรวจสอบและประเมินการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของผู้ค้า
  • การบริหารจัดการความสัมพันธ์ผู้ค้า
  • การเสริมสร้างศักยภาพผู้ค้า
2. Key Supplier กลุ่มผู้ค้าที่มีกิจกรรมการดำเนินงานที่ผลิตภัณฑ์กระจายไปสู่ผู้บริโภค ซึ่งมีผลกระทบสูงต่อผู้ซื้อทั้งด้านธุรกิจและภาพลักษณ์องค์กร พัฒนาความสัมพันธ์ระยะยาวเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย/ ความเสี่ยง และรักษาระดับการแข่งขัน
  • แนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า ปตท. (PTT Suppliers Sustainable Code of Conduct: SSCoC)
  • ข้อกำหนดด้านจริยธรรมทางธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมสำหรับกลุ่มงานทั่วไป
3. Managed/ Routine Supplier กลุ่มผู้ค้าที่มีกิจกรรมการดำเนินงานส่วนใหญ่ในเชิงปฏิบัติการ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อชุมชนหรือบริเวณใกล้เคียง ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยถึงปานกลางต่อผู้ซื้อ รักษาความสัมพันธ์ตามผลการดำเนินงาน และมีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงตามความต้องการของลูกค้า
  • แนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า ปตท. (PTT Suppliers Sustainable Code of Conduct: SSCoC)
  • ข้อกำหนดด้านจริยธรรมทางธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมสำหรับกลุ่มงานทั่วไป

ตัวอย่างการบริหารผู้ค้าในกลุ่มงานที่มีความเสี่ยงด้าน ESG สูง : การขนส่งผลิตภัณฑ์ทางรถยนต์

ปตท. ให้ความสำคัญกับการควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินงาน ด้านการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยมีการจัดทำข้อกำหนด และมาตรฐานความปลอดภัยในการขนส่ง ตลอดจนวิธีการและเครื่องมือในการบริหารจัดการและกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการขนส่งปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังนี้

การขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทางถนน
1. พัฒนาระบบ Advanced Analytics for Road Safety   ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการวิเคราะห์ ประมวลผล และคาดการณ์ความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการขนส่ง โดยใช้ข้อมูล 3 ฐานจากบริษัทรับเหมาขนส่ง ประกอบด้วย ข้อมูลพฤติกรรมการขับขี่ของ พขร., ข้อมูลบำรุงรักษารวมถึงประวัติการเสีย การเกิดอุบัติเหตุ และเส้นทางการขนส่งรวมถึงจุดเสี่ยงในระหว่างการขนส่ง เพื่อนำมาประมวลหาความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วนำมาหามาตรการแก้ไขหรือป้องกัน ต่อไป
2. จัดกิจกรรม Risk in Road Safety เพื่อส่งเสริมและสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการขนส่งให้กับผู้พนักงานขับรถขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยมีขั้นตอนดังนี้
  • พนักงานขับรถขนส่งผลิตภัณฑ์รายงานจุดเสี่ยงที่พบในเส้นการขนส่ง โดยระบุความเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณนั้น
  • ปตท. ตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาจุดเสี่ยงจากระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ที่ผู้ขนส่งผลิตภัณฑ์รายงาน และข้อมูลสถิติอุบัติเหตุบริเวณจุดเสี่ยงนั้น หากพบว่ามีความเสี่ยงสูง ปตท. จะสำรวจพื้นที่และตรวจประเมินความเสี่ยงโดยละเอียด
  • นำผลจากการประเมินจุดเสี่ยงของพื้นที่มาพิจารณากำหนดมาตรการแก้ไข ป้องกัน หรือมาตรการลดความเสี่ยง ในกรณีที่จุดเสี่ยงนั้นมีความเสี่ยงสูง
  • สื่อความข้อมูลจุดเสี่ยงให้กับผู้บริษัทรับเหมาขนส่งผลิตภัณฑ์ทราบผ่านคณะทำงานบริหารความปลอดภัยในการขนส่ง กลุ่ม ปตท. (PTT Group Transportation Safety Management Taskforce) มอบรางวัลให้กับบริษัทรับเหมาขนส่งผลิตภัณฑ์และพนักงานขับรถตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยในปี 2566 มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 264 คน และได้มีการรายงานจุดเสี่ยงจำนวน 354 จุด ซึ่งได้นำมาเก็บในฐานข้อมูล พร้อมทั้งสื่อความรายงานในที่ประชุมคณะทำงานความปลอดภัยในการขนส่งของกลุ่ม ปตท.
การขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทางถนน
1. จัดทำจัดทำมาตรฐาน คู่มือการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการขนส่ง ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทยในการทบทวนมาตรฐานการขนส่งทางรางให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล Regulation Concerning the International Carriage of Dangerous Goods by Rail (RID)
2. จัดให้มีการฝึกซ้อมแผนการจัดการเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤตด้านการขนส่งผลิตภัณฑ์ทางรางร่วมกับ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ผู้นำชุมชน และหน่วยงานราชการจังหวัดพิษณุโลก กรณีเหตุรถไฟตกรางขณะทำการลากจูงขบวนตู้บรรทุกน้ำมันดิบ ณ คลังน้ำมันดิบบึงพระ ตำบลบึงพระ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินให้กับพนักงาน ผู้รับเหมา คนในชุมชน และหน่วยงานราชการ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ เกี่ยวกับการจัดการและตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน โดยการซ้อมแผนฯ ดังกล่าวมีการประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และรับข้อเสนอแนะจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพัฒนา ปรับปรุงการจัดการตอบสนองเหตุฉุกเฉินให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

การขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทางถนน
1. สนับสนุนและผลักดันการนำระบบ MTIS (Marine Terminal Information System) มาใช้งานในกลุ่ม ปตท. โดยกำหนดให้มีการแชร์แนวปฏิบัติที่ดี (Best practice sharing) เกี่ยวกับความปลอดภัยในการขนส่งทางเรือ ให้กับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ผ่านคณะทำงานบริหารความปลอดภัยในการขนส่ง กลุ่ม ปตท. (PTT Group Transportation Safety Management Taskforce)
2. จัดประชุมคณะทำงานด้านความปลอดภัยการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทางเรือ กลุ่ม ปตท. เพื่อจัดทำแผนกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินงาน โดยครอบคลุมทั้งกลุ่ม ปตท. รวมถึงบริษัทรับเหมาขนส่งฯ ในด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย การบริหารจัดการองค์กร การบริหารจัดการทรัพย์สินที่มีอายุการใช้งานมาก (Aging Assets) การเพิ่มศักยภาพให้กับพนักงานที่ปฏิบัติงานในสำนักงาน ท่าเรือ และบนเรือ รวมถึงการปลูกฝังและเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้กับผู้บริหารและพนักงานทุกระดับ เพื่อมุ่งสู่อุบัติเหตุการขนส่งผลิตภัณฑ์ทางน้ำเป็นศูนย์

การประเมินการดำเนินงานของผู้ค้าอย่างยั่งยืน

ปตท. มีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผู้ค้า เพื่อประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานและความเสี่ยง กำหนดแผนการแก้ไข ประเมินผลภายหลังดำเนินการแก้ไขตามแผนร่วมกัน โดยคำนึงถึงคุณภาพ ปริมาณ ความปลอดภัยในการผลิตและส่งมอบ ตามข้อกำหนดเบื้องต้นของ ปตท. รวมถึงข้อกำหนดขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด เช่น กฎหมายด้านแรงงาน กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม และกฎหมายด้านความปลอดภัย บูรณาการร่วมกับมาตรฐานการบริหารจัดการสากลที่เกี่ยวข้อง เช่น ISO9001 ISO14001 ISO45001 และรวมถึงการปฏิบัติตามนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยการตรวจสอบและประเมินผู้ค้าในแต่ละปี ผู้ทวนสอบ ESG ของกลุ่ม ปตท. ใช้หลักการทวนสอบข้อมูลอ้างอิงตามมาตรฐาน การตรวจประเมินระบบบริหารจัดการISO 19011:2018 

ปตท. กำหนดแผนการตรวจสอบและประเมินผู้ค้าในกลุ่มงานที่มีกิจกรรมการดำเนินงานที่มีความเสี่ยงสูง (Critical/ Strategic Suppliers) ที่อาจเกิดผลกระทบในระดับรุนแรงต่อผู้ค้าเองและต่อชุมชนโดยรอบ ซึ่งจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ซื้อทั้งทางด้านธุรกิจและภาพลักษณ์องค์กร โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยกำหนดเป้าหมายในการตรวจสอบและประเมินผู้ค้าให้ครบร้อยละ 100 ของผู้ค้าในกลุ่มงานที่มีกิจกรรมการดำเนินงานที่มีความเสี่ยงสูง รวมทั้งมีการตรวจสอบและประเมินผู้ค้าในกลุ่มงานดังกล่าวซ้ำในรอบทุก 3 ปี

ประเภทของการทวนสอบและประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของผู้ค้า ปตท.:
1. การทวนสอบและประเมินจากข้อมูลที่ผู้ค้าแจ้งและเปิดเผย (Desk Assessment)
ปตท มีกระบวนการการทวนสอบข้อมูล ESG ของผู้ค้า ผ่านแบบฟอร์มการประเมินศักยภาพด้านความยั่งยืน โดย ปตท. กำหนดให้ผู้ค้าที่ขอขึ้นทะเบียนกลุ่มงานที่มีความสำคัญ (Approved Vendor List) / ผู้ค้าที่มีกิจกรรมการดำเนินงานมีความเสี่ยงสูงหรือกลุ่มผู้ค้าที่อยู่ในกลุ่มงาน Strategic/Critical นำส่งข้อมูลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อการประเมิน ซึ่งครอบคลุมใน 4 หัวข้อหลัก คือ ความซื่อสัตย์ทางธุรกิจ สิทธิมนุษยชน ความสัมพันธ์แรงงาน สุขภาพและความปลอดภัยในที่ทำงาน และระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ไปยังผู้ทวนสอบ ESG ของกลุ่ม ปตท เพื่อประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืน หากประเมินพบผู้ค้ามีความเสี่ยงด้านการดำเนินงานสูง ปตท. ขอสงวนสิทธิ์ในการทวนสอบ ณ สถานประกอบการ(On-Site Assessment) เพื่อยืนยันผลการผลการประเมิน
2. การประเมิน ณ สถานประกอบการ (On-site Assessment)
สำหรับผู้ค้าที่ได้รับการทวนสอบและประเมินผ่านการตรวจสอบข้อมูล (Desk Assessment) แล้วพบว่ายังคงมีความเสี่ยงด้านความยั่งยืนสูง ปตท. พัฒนาวิธีการทวนสอบ/ประเมินผลประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของผู้ค้าเพิ่มเติม ณ สถานประกอบการ ผ่านแบบฟอร์มการประเมินศักยภาพด้านความยั่งยืน ที่มีการพัฒนาตามหลักการและมาตรฐานสากล (มาตรฐาน ISO 45001 ISO 14001 และ ISO 9001) ร่วมกับหน่วยงานทวนสอบภายนอกที่ได้รับการรับรองและน่าเชื่อถือ (3rd Party Assessment) เพื่อดำเนินการทวนสอบการดำเนินงานผู้ค้า สำหรับผู้ค้าที่ได้รับการทวนสอบแล้วพบว่ายังคงมีความเสี่ยงสูง จะต้องเสนอแผนการปรับปรุงการดำเนินงาน ซึ่ง ปตท จะตรวจสอบและสนับสนุนการดำเนินการปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลการทวนสอบเพื่อประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของผู้ค้า ปตท.

ประเภทของข้อมูล

ผลการดำเนินงาน
ปี 2566

เป้าหมายประจำปี 2566

จำนวนผู้ค้าที่ได้รับ การทวนสอบและประเมินผ่านทางการตรวจสอบจากข้อมูลที่ผู้ค้าแจ้งและเปิดเผย (Desk Assessment) / การประเมิน ณ สถานประกอบการ (On-site Assessment) 8 100 %
จำนวน % ของผู้ค้ารายสำคัญที่ได้รับการทวนสอบเทียบกับจำนวนผู้ค้าที่ต้องได้รับการทวนสอบทั้งหมด 100 %
จำนวนผู้ค้าที่ได้รับการทวนสอบแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูงต้องมีการเสนอแผนการปรับปรุงการดำเนินงาน 0 100 %
จำนวน % ผู้ค้าที่ต้องเสนอแผนการปรับปรุงการดำเนินงานเทียบกับจำนวนผู้ค้าที่ต้องได้รับการทวนสอบทั้งหมด 0
จำนวนผู้ค้าที่ต้องมีการยกเลิกสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างเนื่องจากทวนสอบแล้วพบว่ามีความเสี่ยงในการดำเนินงานสูง 0
จำนวนผู้ค้าที่มีการจัดทำและนำเสนอแผนการปรับปรุงการดำเนินงาน 0 100 %
จำนวน % ผู้ค้าที่ต้องเสนอแผนการปรับปรุงการดำเนินงานเทียบกับจำนวนผู้ค้าที่ต้องได้รับการทวนสอบทั้งหมด 0


โดยในปี 2566 มีการดำเนินการตรวจสอบและประเมินผู้ค้าที่มีระดับความเสี่ยงสูงตามการประเมินความเสี่ยงจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล ร่วมกับการวิเคราะห์มูลค่าการใช้จ่ายต่อปี จำนวน 11 ราย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 100 ของแผนงานประจำปี ทั้งนี้ในการตรวจสอบและประเมินผู้ค้าด้านการดำเนินงานอย่างยั่งยืน (ESG) พบว่าได้คะแนนผลการประเมินมากกว่าหรือเท่ากับ 2.5 จากคะแนนเต็ม 4 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ครบถ้วนทุกราย

โดยมีข้อเสนอแนะจากการตรวจประเมินด้านความยั่งยืน (ESG) ให้ผู้ค้าดำเนินการ ดังนี้

มิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental: E)

ข้อเสนอแนะจากการตรวจประเมิน

การจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management)
  • จัดให้มีการฝึกอบรม หรือการสื่อสารเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเข้าใจ/
    ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมในหัวข้อที่สนับสนุนแผนงาน/โครงการด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท

มิติด้านสังคม (Social: S)

ข้อเสนอแนะจากการตรวจประเมิน

ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย
(Safety, Hygiene and Environment in the Workplace)

  • จัดทำรายการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของชุมชนที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมจากกิจกรรมต่างๆ
    ของบริษัท พร้อมกำหนดแนวทางในการขจัด/ลดผลกระทบเหล่านั้น

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ชุมชน และสังคม
(Human Capital, Community, and Social Development)

  • จัดให้มีกิจกรรมร่วมกับชุมชนโดยใช้ศักยภาพของบริษัท เช่น การซ่อมบำรุงสาธารณะสมบัติ
    การรับนักศึกษาฝึกงาน (ในสายงานที่เกี่ยวข้อง) การร่วมสนับสนุนโครงการต่างๆ ของชุมชน

การจัดการแรงงาน และสิทธิมนุษยชน
(Labor Management and Human Rights)

  • จัดให้มีการรวบรวมรายการองค์ความรู้ที่คาดว่าจะมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทในอนาคต
  • สื่อสารนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน โดยอาจพิจารณาจากหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน
    หรือกรอบการดำเนินงานสากลที่สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจ ให้บุคลากรภายในองค์กรรับทราบร่วมกัน

มิติด้านการกำกับดูแล (Governance: G)

ข้อเสนอแนะจากการตรวจประเมิน

การปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบ
(Compliance with Laws and Regulations)

  • สื่อสารนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แสดงถึงความมุ่งมั่นการดำเนินงานตาม
    หลักการเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้บุคลากรภายในองค์กรรับทราบร่วมกัน

การจัดหาอย่างรับผิดชอบ
(Responsible Procurement)

  • สื่อสารนโยบายต่างๆ ของบริษัท (รวมถึงแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้าปตท.
    PTT Suppliers Sustainable Code of Conduct) ไปยังบริษัทคู่ค้าที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของตนเอง
    พร้อมจัดทำช่องทางจัดเก็บข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน




หมายเหตุ: เกณฑ์การตรวจประเมินผู้ค้าด้านการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ESG มีคะแนนเต็ม 4 คะแนน ผู้ค้าต้องได้รับคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 2.5 จึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์


การสื่อสารการดำเนินงานสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้ระหว่าง ปตท. กับผู้ค้า และพัฒนาศักยภาพของผู้ค้าให้พร้อมสนับสนุน ปตท. ในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล รวมทั้งความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ปตท. จึงได้มีการจัดงานสัมมนาผู้ค้าเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2566 มีการจัดงานจำนวน 4 ครั้ง  ณ สำนักงานใหญ่ โรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง สายงานระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และสายงานก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ซึ่งได้สื่อสารถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของ ปตท. ที่มุ่งไปสู่เป้าหมายด้าน Net Zero ภายในปี 2593 รวมถึงการแนะนำธุรกิจใหม่ในกลุ่ม ปตท. ด้าน Life Science พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ค้าในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงการทำงานร่วมกันให้เป็นระบบอย่างต่อเนื่อง โดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้กับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอน ตอบรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายใต้โครงการ Digital Procurement เพื่อเตรียมรับมือและรู้เท่าทันความเคลื่อนไหวของโลกที่อาจจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้กับผู้ค้าเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืน นอกจากนี้ ปตท. ยังมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการและการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โปร่งใส และเป็นธรรม โดยเฉพาะกลุ่มคู่ค้า ตลอดสายโซ่อุปทานที่ ปตท. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาสนับสนุน รวมถึงได้มีการสื่อความเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ค้าในเรื่องการขึ้นทะเบียนผู้ค้า ปตท. (Approved Vendor List: AVL) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเป็นผู้ค้าที่มีศักยภาพกับ ปตท. นอกจากนี้ ในปี 2566 ที่ผ่านมา ปตท. ได้จัดอบรม โครงการพัฒนาศักยภาพด้านความยั่งยืนของผู้ค้า ปตท. โดยการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาการอบรม ซึ่งสัดส่วนผู้ค้าที่อบรมคิดเป็นร้อยละ 100 ของผู้ค้าที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว  อันจะนำไปสู่การเติบโตในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

การบริหารจัดการสายโซ่อุปทาน ระดับธุรกิจ

ปตท. กำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานการจัดหาน้ำมันสำเร็จรูปและก๊าซปิโตรเลียมเหลว โดยเน้นคุณภาพและปริมาณส่งมอบที่ถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีการดำเนินงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทั้งในส่วนของ ปตท. และผู้ค้า รวมทั้งสนับสนุนส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มในภาพรวมของบริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการจัดหาน้ำมันสำเร็จรูปและก๊าซปิโตรเลียมเหลว

นอกจากนี้ ในการจัดทำสัญญาซื้อขายระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงขั้นตอนการดำเนินงานที่ระบุปริมาณการซื้อขายและช่วงเวลาส่งมอบล่วงหน้ากับผู้ค้ากลุ่มโรงกลั่น จะมีข้อกำหนดด้านการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม และการดำเนินงานที่เป็นเลิศรวมอยู่ในสัญญาตามแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยด้านจริยธรรมทางธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม (ESG) ถือเป็นหนึ่งในเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับการคัดเลือกเชิงปริมาณหรือคุณภาพของผู้ค้า ทั้งกลุ่มผู้ค้าในสัญญาที่มีอยู่เดิมและสัญญาใหม่ การประเมินนี้สอดคล้องตามแผนกลยุทธ์การบริหารจัดการสายโซ่อุปทานของ ปตท. ประกอบด้วย ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและชุมชน

ในการบริหารจัดการความเสี่ยงในสายโซ่อุปทาน กลุ่ม ปตท. ดำเนินการตามแผนบริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน และภาวะวิกฤตของกลุ่ม ปตท. และแผนบริหารจัดการภาวะวิกฤตและบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) ผ่านศูนย์บริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน ภาวะวิกฤตและบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ การซ้อมแผน BCM ร่วมกันเป็นประจำทุกปี ระหว่างหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กร การบริหารจัดการหลังเกิดเหตุ และการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รวมทั้งมีการตรวจติดตามแผน BCM จากหน่วยงานภายนอกเพื่อติดตาม/ทบทวนให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยในส่วนของมาตรการควบคุมและลดความเสี่ยง รวมทั้งผลกระทบด้านการขาดแคลนพลังงานของประเทศ ปตท. ได้ร่วมซ้อมแผนรองรับสภาวะฉุกเฉินกับกระทรวงพลังงานอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปี 2563 ปตท. ได้ร่วมซ้อมแผนรองรับเหตุฉุกเฉินด้านพลังงาน ระดับจังหวัด ซึ่งเป็นการจำลองเหตุการณ์กรณีเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่จังหวัดลำปาง ส่งผลให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะไม่สามารถผลิตและจ่ายไฟไปยังพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมถึงซ้อมแผนด้านกระบวนการการสั่งการจากผู้บริหารและการรายงานการแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงแนวทางในการให้ข่าวต่อสื่อมวลชน สำหรับเหตุการณ์เกิดเหตุขัดข้องที่อุปกรณ์ผสมคุณภาพก๊าซฯ หรือ Common Header ซึ่งเป็นอุปกรณ์ผสมคุณภาพก๊าซฯ จากอ่าวไทยและ LNG จังหวัดระยอง จากเหตุแผ่นดินทรุดตัว ซึ่งจากสถานการณ์จำลองข้างต้นที่ส่งผลกระทบต่อสายโซ่คุณค่าก๊าซธรรมชาติและปิโตรเคมี ปตท. จึงดำเนินการเชื่อมต่อกับศูนย์บริหารจัดการเหตุฉุกเฉินและบริหารความต่อเนื่องของกระทรวงพลังงานและหลายกลุ่มธุรกิจ รวมถึง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจในกระบวนการจัดการภาวะวิกฤต การสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ ในปี 2564 ปตท. ได้ร่วมกับกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซักซ้อมความเข้าใจและเตรียมความพร้อม สำหรับเหตุการณ์ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติในสาธารณรัฐเมียนมาร์ หยุดส่งก๊าซฯ จากปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงให้เกิดกรณีที่ประเทศไทยไม่สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันตกทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ปตท. จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ สอดคล้องกับพันธกิจในการดูแลผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ในปี 2565 ปตท. ได้ร่วมกับกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. การค้าน้ำมันเชื้อเพลิงฯ เตรียมความพร้อมร่วมกันภายใต้การซ้อมแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานระดับประเทศกรณีการเปลี่ยนผ่านผู้รับสัมปทานแหล่งเอราวัณ (G1) เกิดปัญหาเชิงเทคนิคอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ สถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ไม่สามารถจัดหา Spot LNG และสถานการณ์ตึงเครียดรุนแรงระหว่างรัฐบาลประเทศที่เป็นเจ้าของแหล่งพลังงานกับประชาชน ทำให้สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ไม่มีก๊าซธรรมชาติจากประเทศดังกล่าว ส่งมายังประเทศไทย เพื่อให้เกิดการบูรณาการและยกระดับการตอบสนองต่อการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และในปี 2566 ปตท. ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ ฝึกและทดสอบแผนเผชิญเหตุ กรณีเกิดเหตุภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับวิกฤตในระดับประเทศ ระบบ Distributed Control System (DCS) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ควบคุมการทำงานของโรงแยกก๊าซธรรมชาติถูกโจมตีด้วย Malware ประเภท Ransomware ทำให้ระบบไม่สามารถควบคุมการทำงานของโรงงานได้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้รับผิดชอบจึงตัดสินใจหยุดการทำงานของโรงงานด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ทำให้กระบวนการขนส่งผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติทางท่อให้แก่ลูกค้า เช่น โรงไฟฟ้าและโรงงานปิโตรเคมี ได้รับผลกระทบ

การจัดหาก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas: NG)  

การจัดหาก๊าซธรรมชาติ ของ ปตท. แบ่งออกเป็น 6 ขั้นตอน ได้แก่

  1. กำหนดรายละเอียดและข้อกำหนดในการจัดหาที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ข้อกำหนดกฎหมาย ข้อกำหนดเกี่ยวกับการเปิดให้ใช้หรือเชื่อมต่อระบบท่อส่งก๊าซฯ และข้อกำหนดของ ปตท.
  2. การพิจารณาคัดเลือกผู้ส่งมอบ/ คู่ค้า เป็นไปตามเกณฑ์การประเมินข้อกำหนดของ ปตท.และข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและกลยุทธ์ของ ปตท. รวมถึงประสิทธิภาพและศักยภาพโดยรวมของผู้ส่งมอบ/ คู่ค้า
  3. สื่อสารข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการจัดหา รวมถึงการเจรจาและจัดทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ กับผู้ขายก๊าซธรรมชาติ (ผู้ส่งมอบก๊าซฯ)/ คู่ค้า
  4. ควบคุมการดำเนินงานของผู้ส่งมอบ/ คู่ค้าผ่านการบริหารสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ
  5. พัฒนาผู้ส่งมอบ/ คู่ค้า โดยการแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านการประชุม Operation Meeting ทุกเดือน การอบรมและสัมมนาเพื่อเพิ่มช่องทางการสื่อสาร รวมถึงนำความต้องการและความคาดหวัง และข้อร้องเรียนปัญหาคุณภาพก๊าซฯและปัญหาปริมาณก๊าซฯที่ส่งไม่ได้ตามสัญญาฯ มาประกอบการพิจารณาเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขและให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า
  6. ประเมินผลการส่งมอบแต่ละครั้ง รวมถึงการประเมินความสามารถในการให้บริการของผู้ส่งมอบ/ คู่ค้า ทุกเดือน และแจ้งให้ปรับปรุงหากผลการประเมินต่ำกว่ามาตรฐานหรือมีความผิดปกติ ทั้งนี้ จะมีการประเมินความสามารถในการจัดส่ง (Reliability) ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา เพื่อจัดทำแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติ รวมถึงวางแผนรองรับกรณีผู้ส่งมอบ/ คู่ค้าไม่สามารถดำเนินการจัดส่งได้

การจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG)

การจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของ ปตท. มี 2 รูปแบบคือการจัดหาในรูปแบบสัญญาระยะสั้น/กลาง/ยาวและการจัดหารายเที่ยวเรือในตลาดจร (Spot LNG) โดยกระบวนการจัดหาจะพิจารณาจากปริมาณและความต้องการของลูกค้า รวมถึงข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ข้อกำหนดกฎหมาย ข้อกำหนดเกี่ยวกับการให้บริการของสถานีแอลเอ็นจีแก่บุคคลที่สาม (Third Party Access Code: TPA Code) และ ระเบียบ/ ข้อกำหนดของ ปตท.  โดยจะมีการพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าให้เป็นไปตามเกณฑ์การประเมินของ ปตท. รวมถึงประสิทธิภาพและศักยภาพโดยรวมของคู่ค้า จากนั้นจะมีการเจรจาจัดทำสัญญาฯ โดยมีการควบคุมการดำเนินงานของคู่ค้าผ่านการบริหารสัญญาทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุตามพันธกิจและกลยุทธ์ของ ปตท.  กระบวนการจัดหา LNG นอกจากจะคำนึงถึงความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศแล้ว ยังต้องมีการพิจารณาเรื่องการรองรับการเปิดเสรีธุรกิจ LNG ที่จะส่งผลให้มีการแข่งขันเพิ่มขึ้นควบคู่กันไป ้ ดังนั้น ปตท. จึงต้องมีการบริหารความเสี่ยงของการจัดหาและวางแผนบริหารจัดการ LNG Portfolio ให้ได้ต้นทุนที่เหมาะสม ผ่านการจัดหาทั้งในรูปแบบสัญญาระยะสั้น/กลาง/ยาวและ Spot LNG  เพื่อตอบสนองตามความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)  ของประเทศ

การจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน

ปตท. และกลุ่ม ปตท. ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงในการจัดหาสินค้า/ บริการและสร้างความมั่นใจในการให้บริการของผู้ค้า ตลอดจนการผลักดันให้กลุ่ม ปตท. มีการจัดซื้ออย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล ในปี 2566 ปตท. ได้นำเกณฑ์ตามมาตรฐาน ISO20400:2017 มาประยุกต์ใช้กับการจัดหาสินค้าและบริการร่วมกันของบริษัทในกลุ่ม ปตท. จำนวน 3 รายการ และมีแผนจะขยายกลุ่มงานให้ครบถ้วนทุกกลุ่มงานภายในระยะเวลา 5 ปี

การจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ปตท. ได้ประกาศนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (PTT Green Procurement) ตามนโยบายของภาครัฐ โดยผู้ค้าที่ได้รับการคัดเลือกจากการเสนอราคาสามารถรายงานข้อมูลการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Product) ในการดำเนินงานให้กับ ปตท. ผ่านระบบ PTT Vendor Management ที่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งระบบดังกล่าวจะรวบรวมข้อมูลปริมาณการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของ ปตท. (Green Spending) จากผู้ค้า โดยในปี 2566 มีจำนวนงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสิ้น 23 งาน คิดเป็นมูลค่าการจัดหารวมทั้งสิ้น 494 ล้านบาท

การจัดหาในท้องถิ่น

ปตท. สนับสนุนการจัดหาสินค้าและบริการจากผู้ค้าในท้องถิ่น (ท้องถิ่น หมายถึง การจัดหาภายในประเทศไทย) ตลอดจนส่งเสริมให้มีการจัดหาสินค้าจากพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่เป็นหลัก เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ สร้างงาน และรายได้ให้แก่คนในพื้นที่ มีข้อได้เปรียบในแง่ของต้นทุนที่ต่ำกว่า และการขนส่งที่รวดเร็วกว่า ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของ ปตท. ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับชุมชน ส่งผลให้องค์กรได้รับความไว้วางใจจากชุมชนในการดำเนินการ นอกจากนี้ ปตท. ยังส่งเสริมให้ผู้ค้าดูแลและรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน ตลอดจนจัดหาสินค้าและบริการในท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนของสินค้าอีกด้วย

การพัฒนาระบบงาน Digital Procurement

ปตท. นำเทคโนโลยีมาปรับปรุงกระบวนการและขั้นตอนงานจัดซื้อจัดจ้าง ตั้งแต่การจัดทำฐานข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภายใน การจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี การจัดทำคำขอซื้อขอจ้าง การจัดทำขอบเขตของงาน การคัดเลือกผู้ค้า การจัดทำใบสั่งและสัญญา การบริหารสัญญา การตรวจรับ การวางบิล การชำระเงิน รวมถึงการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ค้า และการรับฟังความพึงพอใจในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ ปตท. โดยในปี 2566 ปตท. ได้ปรับปรุงระบบ PTT Bid Submission และประชาสัมพันธ์ต่อผู้ค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ค้าในการขอรับ/ซื้อเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง และการยื่นข้อเสนอและราคาผ่านช่องทางออนไลน์ กับ ปตท.  โดยสามารถดำเนินการทุกที่ทุกเวลา และมีการแจ้งเตือนผ่านอีเมลในทุกขั้นตอนการทำงาน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานโดยใช้ระบบในการควบคุมการขอรับ/ซื้อแบบและยื่นซอง  

การสนับสนุนความโปร่งใสตลอดสายโซ่อุปทาน

ปตท. เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรเป็นรายเดือน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก เป็นการตอบสนองการดำเนินกลยุทธ์ด้าน Transparency & Sustainability ในการเป็นองค์กรที่โปร่งใส โดย ปตท. ปฏิบัติตาม ประกาศคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เรื่อง กำหนดให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐเป็นข้อมูลที่ต้องจัดไว้ให้ประชาชนตรวจดูได้ตามมาตรา 9 (8) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริต นโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องและแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้ประสบความสำเร็จ  อีกทั้ง ปตท. ได้เสนอโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือโครงการก่อสร้างที่มีงบประมาณตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ต่อกรมบัญชีกลางเพื่อพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และดำเนินการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (ค.ป.ท.) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของ ปตท. ที่ดำเนินงานอย่างโปร่งใส โดยในปี 2566 ปตท. ได้รับรางวัลองค์กรโปร่งใส ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

การเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานจัดหาและพนักงานในองค์กร

ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้ดำเนินการทบทวนและวางแผนการพัฒนาพนักงานในสายอาชีพจัดหาเป็นประจำทุกปี เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการทำงานของพนักงาน ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการอบรม สื่อความ รวมถึงกระบวนการบริหารจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management: KM) โดยเสริมสร้างศักยภาพพนักงานให้สามารถประยุกต์ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกับการทำงานจัดหาได้อย่างเชี่ยวชาญภายใต้ระบบ Digital Procurement ซึ่ง ปตท. พัฒนาขึ้นเพื่อให้กระบวนการจัดหาสินค้าและบริการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ มีความคล่องตัว และลดระยะเวลาการทำงาน เพื่อสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานของพนักงานให้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการจัดอบรมหลักสูตรอื่น ๆ เช่น การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ประยุกต์ใช้แนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน ตามมาตรฐาน ISO 20400:2017 Sustainable Procurement เพื่อให้พนักงานมีทักษะและความเข้าใจ ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน การพัฒนาผู้ตรวจประเมินศักยภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของผู้ค้ากลุ่ม ปตท. (PTT Group ESG Auditor) และการอบรมหลักสูตร Human Rights (สิทธิมนุษยชนเบื้องต้น) เพื่อให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจในเกณฑ์การประเมินศักยภาพด้านความยั่งยืนของผู้ค้าของกลุ่ม ปตท. (PTT Group ESG Questionnaire) หลักการพื้นฐานของการตรวจประเมิน แนวทางและกระบวนการในการเป็นผู้ตรวจประเมินที่ดี โดยสามารถนำไปปรับใช้หรือบูรณาการเข้ากับกระบวนการตรวจประเมินผู้ค้าแต่ละรายให้สามารถดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน การอบรมหลักสูตรประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุภาครัฐ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ไม่ได้มีบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ให้แก่พนักงานของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพื่อให้สามารถบริหารงานจัดซื้อจัดจ้างตามอำนาจหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ

สำหรับพนักงานภายในองค์กรซึ่งต้องรับผิดชอบการจัดหาภายในหน่วยงาน ได้มีการจัดอบรมในหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เข้าใจในกระบวนการจัดหาตามข้อกำหนดของบริษัทร่วมทั้งการจัดหาอย่างยั่งยืน และสามารถนำไปดำเนินการจัดหาของหน่วยงานได้อย่างถูกต้องต่อไป