ความยั่งยืน

การควบคุมคุณภาพอากาศ

ความยั่งยืน

การควบคุมคุณภาพอากาศ

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
 





โอกาสและความท้าทาย

ตามที่ภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมมลพิษจากสถานประกอบการ โดยได้ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษทางอากาศของสถานประกอบการ อาทิ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดค่าปริมาณสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2549 อีกทั้งที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำหนดให้ฝุ่น PM2.5 เป็นสารก่อมะเร็ง กลุ่มที่ 1 และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินมูลค่าค่าเสียโอกาสด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยว จากฝุ่น PM2.5 เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีค่าสูงถึง 3,200–6,000 ล้านบาท ในช่วง 5 มกราคม - 5 กุมภาพันธ์ 2563

นอกจากนั้น ในช่วงวิกฤตฝุ่น PM2.5 ปตท. ได้มีมาตรการป้องกันสุขภาพของพนักงานโดยการแจกหน้ากากมาตรฐาน N95 ปรับปรุงระบบปรับอากาศให้สามารถกรองฝุ่น PM2.5 ได้ และฉีดน้ำบริเวณภายนอกอาคาร เพื่อบรรเทาฝุ่น PM2.5 ให้กับประชาชนด้วย

จากผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ข้างต้น ภาครัฐจึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” โดยมีมาตรการจัดการฝุ่นละอองทั้งในระยะสั้น ปี 2562-2564 และในระยะยาว ปี 2565-2567 ด้วยมาตรการบังคับใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกำมะถันไม่เกิน 10 ppm ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เป็นหนึ่งในมาตรการระยะยาวที่จะกระทบกับการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม ปตท. หากไม่มีแผนการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันให้ทันตามกำหนด


แนวทางการจัดการ

การควบคุมคุณภาพอากาศ

ปตท. ตระหนักดีถึงบทบาทและหน้าที่ในการเป็นผู้นำด้านการควบคุมคุณภาพอากาศ ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ความสำคัญของบทบาทนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อประเทศไทยประสบปัญหาคุณภาพอากาศ โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มล้วนมีความคาดหวังที่สูงขึ้นกับการบริหารจัดการของ ปตท. ดังนั้น ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ปตท. จึงได้ตอบสนองความคาดหวังนี้ ด้วยการเร่งกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อการตรวจประเมิน ควบคุมคุณภาพอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ยังนำเทคโนโลยีในการควบคุมคุณภาพอากาศที่ทันสมัยระดับสากลมาประยุกต์ใช้ เพื่อควบคุมคุณภาพอากาศที่ระบายออกสู่ภายนอกให้เป็นไปตามที่กฏหมายกำหนดและให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชนน้อยที่สุด

กลุ่ม ปตท. ตั้งเป้าหมายควบคุมอัตราการเพิ่มการระบายมลพิษทางอากาศครอบคลุมทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และสารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOCs) ให้เป็นศูนย์ รวมทั้งขยายผลการติดตั้งระบบบำบัดมลพิษ Selective Catalytic Reduction (SCR) เพิ่มอีก 1 ชุด และเริ่มติดตั้งหน่วยกำจัดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ปนเปื้อนในก๊าซที่มีสภาพกรดที่เหลือจากการแยกก๊าซชนิด Regenerative Thermal Oxidizer (RTO) ที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 โรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง เพื่อควบคุมคุณภาพอากาศที่ระบายออกสู่ภายนอกให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนใกล้เคียงน้อยที่สุด ตลอดจนติดตามตรวจวัดและกำกับดูแลการปล่อยมลพิษอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมทางอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ในการควบคุมฝุ่น PM2.5 นั้น หากพิจารณาจากแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ตามข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษพบว่าร้อยละ 52 เกิดจากยานพาหนะที่ใช้น้ำมันดีเซลร้อยละ 35 มาจากเผาในที่โล่งแจ้งร้อยละ 3-5 จากโรงงานอุตสาหกรรม และจากอื่น ๆ อีกร้อยละ 8 จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นว่าธุรกิจของ ปตท. ที่เกี่ยวข้องกับการขายน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 ดังนั้น ปตท. จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดฝุ่น PM2.5 โดยได้มีมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

1) มาตรการระยะสั้น: ในช่วงวิกฤตฝุ่น PM2.5 ระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 -28 กุมภาพันธ์ 2564 กลุ่ม ปตท. ได้นำน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำเฉลี่ย 10 ppm มาจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถช่วยลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้ร้อยละ 19-21
2) มาตรการระยะยาว: กลุ่ม ปตท. ได้บูรณาการแผนการลงทุนของโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมในกลุ่ม ปตท. เพื่อให้สามารถผลิตน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำเฉลี่ย 10 ppm

สำหรับแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 อื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของ ปตท. เช่น การเผาในที่โล่งแจ้ง เป็นต้น ปตท. ได้เข้าไปสนับสนุนให้เกษตรกรเก็บใบอ้อย และนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดสอดคล้องตาม มาตรการของแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ของภาครัฐอีกด้วย

นอกจากนี้ ปตท. โดยสถาบันนวัตกรรม ได้พัฒนานวัตกรรมเครื่องต้นแบบบำบัด PM2.5 และเชื้อโรคในอากาศ (PTT Innovative Hybrid Treatment Prototype for PM2.5 and Airborne Pathogens Removal) โดยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพเทคโนโลยี Hybrid นี้ในระดับห้องปฏิบัติการ พบว่าสามารถกำจัดฝุ่น PM2.5 ได้มากกว่าร้อยละ 90 และสามารถทำลายเชื้อโรคที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศได้ถึงร้อยละ 99 โดย ปตท. ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเรียบร้อย รวมถึง ปตท. ยังได้คำนึงถึงสุขภาพของพนักงาน โดยได้พัฒนานวัตกรรมตรวจวัดปริมาณฝุ่น PM2.5 ในชื่อว่า “Nong Pim Air Detector” โดยใช้หลักการกระเจิงแสง (Light scattering) ติดตั้งในพื้นที่อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ สถานีบริการก๊าซธรรมชาติ และคลังปิโตรเลียมภาคตะวันออก รวมทั้งสิ้น 63 จุด สำหรับเฝ้าระวังสุขภาพจากปริมาณฝุ่น PM2.5 ของผู้ปฏิบัติงานภายในพื้นที่ดังกล่าว 



ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

สรุปความก้าวหน้าการดำเนินงานของ ปตท.GRI 305-7

ความเข้มก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน

(ตันต่อล้านบาร์เรลน้ำมันดิบเทียบเท่า)

  

ความเข้มก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

(ตันต่อล้านบาร์เรลน้ำมันดิบเทียบเท่า)

ความเข้มสารอินทรีย์ระเหย

(ตันต่อล้านบาร์เรลน้ำมันดิบเทียบเท่า)

*หมายเหตุ:

ข้อมูลตั้งแต่ปี 2562 ไม่รวมข้อมูลของบริษัท ปตท. น้ำมันและค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ซึ่งแยกออกจาก ปตท. ตั้งแต่ปี 2561 ทำให้ปริมาณการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยลดลง

สรุปความก้าวหน้าการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท.
ปริมาณก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน
(ตัน)
  

ปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

(ตัน)

  

ปริมาณสารอินทรีย์ระเหย

(ตัน)

ข้อมูลที่เปิดเผยในหน้านี้ได้รับการทวนสอบโดยหน่วยงานอิสระภายนอก สามารถดูรายละเอียดได้ที่นี่