ความยั่งยืน

การควบคุมคุณภาพอากาศ

ความยั่งยืน

การควบคุมคุณภาพอากาศ

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
  





โอกาสและความท้าทาย

ที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เกินค่ามาตรฐานและกลายเป็นปัญหาสำคัญที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ภาครัฐจึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” พ.ศ. 2562 - 2567 อีกทั้งยังได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมมลพิษจากสถานประกอบการ โดยได้ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด รวมถึงมีการทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศ เพื่อควบคุมและลดมลพิษจากอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบและมีความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านการควบคุมคุณภาพอากาศที่พร้อมตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน จึงได้เร่งกำหนดมาตรการต่าง ๆ ในการตรวจติดตามและควบคุมคุณภาพอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของภาครัฐ อีกทั้งยังนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยระดับสากลมาประยุกต์ใช้เพื่อควบคุมคุณภาพอากาศที่ระบายออกสู่ภายนอก ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมคุณภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและชุมชนให้น้อยที่สุด

หมายเหตุ: 

หนึ่งในมาตรการระยะยาวของแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ได้แก่ มาตรการบังคับใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกำมะถันไม่เกิน 10 ppm ตั้งแต่ 1  มกราคม 2567

 


แนวทางการจัดการ

การควบคุมคุณภาพอากาศ

ปตท. บริหารจัดการประเด็นการปล่อยมลพิษทางอากาศ เป็นหนึ่งในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้การบริหารจัดการด้าน SSHE มีการกำหนดนโยบาย เป้าหมายระยะยาวและประจำปี ตลอดจนติดตามตรวจวัดและกำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมาย มาตรฐาน แนวปฏิบัติ นโยบาย เป้าหมายและขั้นตอนการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งมีการทบทวนประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามโครงสร้างกำกับดูแลด้าน SSHE ที่กำหนดเป็นรายไตรมาส  อีกทั้งมีการรายงานหน่วยงานราชการและเปิดเผยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องได้รับทราบอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง 

ตัวชี้วัดมลพิษทางอากาศ ที่มีการกำหนดเป็นเป้าหมาย ได้แก่ ปริมาณสารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds : VOC) ปริมาณก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (Nitrogen Oxide : NOx) และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur Dioxide : SO2) ซึ่งมาจากการเผาไหม้และการระเหยจากกระบวนการผลิตและอุปกรณ์ในพื้นที่ปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น โรงแยกก๊าซธรรมชาติ  ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวควบคุมอัตราการเพิ่มการระบายมลพิษทางอากาศครอบคลุมทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และสารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOCs) ให้เป็นศูนย์  สำหรับมลพิษอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) นั้น มีการตรวจวัดและรายงานหน่วยงานราชการตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งเพื่อเฝ้าระวังและค้นหาวิธีการ/ เครื่องมือในการลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสุขภาพอนามัยของพนักงาน ผู้ปฏิบัติงาน ชุมชนและสังคม

ในการควบคุมมลพิษทางอากาศ ปตท. มุ่งเน้นควบคุมที่แหล่งกำเนิด โดยเลือกใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยลด/ กำจัดมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Dry Low Emission (DLE)  Selective Catalytic Reduction (SCR) เทคโนโลยีกล้องตรวจจับการรั่วไหลของ VOCs  การบำรุงรักษาอุปกรณ์เชิงป้องกันเพื่อลดการรั่วไหล เป็นต้น  ที่ผ่านมา ได้ขยายผลการติดตั้งอุปกรณ์ลด/บำบัดมลพิษ ตลอดจนติดตามตรวจวัดและกำกับดูแลการปล่อยมลพิษอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาการควบคุมคุณภาพอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

บทบาทในการแก้ปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)
ในการควบคุมและแก้ปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของภาคประชาสังคมนั้น หากพิจารณาจากแหล่งกำเนิดตามข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษพบว่ากว่า
ร้อยละ
52 เกิดจากยานพาหนะที่ใช้น้ำมันดีเซล ปตท. จึงได้แสดงความรับผิดชอบโดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภาคเอกชนที่มีบทบาทในการลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 ) โดยมีมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้
  1. มาตรการระยะสั้น: ในช่วงวิกฤตฝุ่น PM2.5 ระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 -28 กุมภาพันธ์ 2564 กลุ่ม ปตท. ได้นำน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำเฉลี่ย 10 ppm มาจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถช่วยลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้ร้อยละ 1921
  2. มาตรการระยะยาว: กลุ่ม ปตท. ได้บูรณาการแผนการลงทุนของโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมในกลุ่ม ปตท. เพื่อให้สามารถผลิตน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำเฉลี่ย 10 ppm
สำหรับแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 อื่น ๆ เช่น การเผาในที่โล่งแจ้ง ปตท. ได้สนับสนุนให้เกษตรกรเก็บใบอ้อย และนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดสอดคล้องตาม มาตรการของแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ของภาครัฐ

นอกจากนี้ สถาบันนวัตกรรม ปตท. ได้พัฒนานวัตกรรมเครื่องต้นแบบบำบัด PM2.5 และเชื้อโรคในอากาศ (PTT Innovative Hybrid Treatment Prototype for PM2.5 and Airborne Pathogens Removal) โดยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพเทคโนโลยี Hybrid นี้ในระดับห้องปฏิบัติการ พบว่าสามารถกำจัดฝุ่น PM2.5 ได้มากกว่าร้อยละ 90 และสามารถทำลายเชื้อโรคที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศได้ถึงร้อยละ 99  อีกทั้งพัฒนานวัตกรรมตรวจวัดปริมาณฝุ่น PM2.5 ในชื่อว่า “Nong Pim Air Detector” โดยใช้หลักการกระเจิงแสง (Light scattering) ติดตั้งในพื้นที่อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ สถานีบริการก๊าซธรรมชาติ และคลังปิโตรเลียมภาคตะวันออก นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาและประยุกต์ใช้แบบจำลองสำหรับคาดการณ์ค่าความเข้มข้น PM2.5 ในพื้นที่บริเวณ ปตท. สำนักงานใหญ่ เพื่อใช้ในการประเมิน ติดตามและเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับพนักงาน


ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

สรุปความก้าวหน้าการดำเนินงานของ ปตท.GRI 305-7

ความเข้มก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน

(ตันต่อล้านบาร์เรลน้ำมันดิบเทียบเท่า)

ความเข้มก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

(ตันต่อล้านบาร์เรลน้ำมันดิบเทียบเท่า)

ความเข้มสารอินทรีย์ระเหย

(ตันต่อล้านบาร์เรลน้ำมันดิบเทียบเท่า)




หมายเหตุ: ข้อมูลตั้งแต่ปี 2562 ไม่รวมข้อมูลของบริษัท ปตท. น้ำมันและค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ซึ่งแยกออกจาก ปตท. ตั้งแต่ปี 2561 ทำให้ปริมาณการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยลดลง

สรุปความก้าวหน้าการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท.
ปริมาณก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน
(ตัน)

ปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

(ตัน)

ปริมาณสารอินทรีย์ระเหย

(ตัน)

ตัวอย่างโครงการหรือกิจกรรมที่สำคัญSDGs 3.9, 12.4
  • พัฒนานวัตกรรมเครื่องบำบัด PM2.5 และเชื้อโรคในอากาศ (PTT Innovative Hybrid Treatment Prototype for PM2.5 and Airborne Pathogen Removal) ซึ่งได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2564 ประเภทรางวัลความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น ด้านความคิดสร้างสรรค์ และได้ขยายผลการใช้งาน โดยติดตั้งใช้งานในพื้นที่อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ พื้นที่โรงพยาบาลสนามครบวงจร (สีแดง)  หน่วยตรวจคัดกรองโควิด-19 อาคาร EnCo Terminal (Enter) โครงการลมหายใจเดียวกัน ของกลุ่ม ปตท. และริมถนนพหลโยธิน บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS สนามเป้า
    

  • ปี 2564 มีการขยายผลการติดตั้งนวัตกรรมเครื่องวัดค่าฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่อุตสาหกรรมตามแนวท่อจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ สถานีบริการก๊าซธรรมชาติหลักเอ็นจีวี รวมถึงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอื่น ๆ แล้วกว่า 100 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี สระบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ราชบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา พร้อมมีแผนการขยายผลไปยังพื้นที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกกว่า 200 จุด ในปี 2565
  • ปตท. ได้ศึกษาการคาดการณ์ค่าความเข้มข้น PM2.5 ล่วงหน้า ด้วยการประยุกต์ใช้แบบจำลอง ได้แก่ Mekong Air Quality Explorer โดยได้ติดตามเปรียบเทียบกับค่าความเข้มข้น PM2.5 ที่ตรวจวัดได้จริงของกรมควบคุมมลพิษ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน
การดำเนินงานในอนาคต
มุ่งมั่นควบคุม ป้องกันและลดมลพิษทางอากาศ ให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมทั้งค้นคว้า พัฒนานวัตกรรมของอุปกรณ์ เครื่องมือ ตลอดจนวิธีการในการลด ตรวจวัด และคาดการณ์มลพิษ เพื่อให้บรรลุตามค่าเป้าหมายประจำปีและระยะยาวที่กำหนด โครงการที่สำคัญในปี 2565 เช่น
  • ศึกษา VOCs Control Techniques เพื่อพัฒนาวิธีการควบคุมสารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds: VOCs) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ศึกษาและพัฒนานวัตกรรมตรวจวัดปริมาณฝุ่น PM2.5 และนวัตกรรมเครื่องต้นแบบบำบัด PM2.5 และเชื้อโรคในอากาศ อย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันสู่เชิงพาณิชย์

ข้อมูลที่เปิดเผยในหน้านี้ได้รับการทวนสอบโดยหน่วยงานอิสระภายนอก สามารถดูรายละเอียดได้ที่นี่