ความยั่งยืน

การควบคุมคุณภาพอากาศ

ความยั่งยืน

การควบคุมคุณภาพอากาศ

กลุ่ม ปตท. ตระหนักดีถึงบทบาทและหน้าที่ในการเป็นผู้นำด้านการควบคุมคุณภาพอากาศ ในฐานะธุรกิจด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ความสำคัญของบทบาทนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อประเทศไทยประสบปัญหาคุณภาพอากาศในปี 2562 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มล้วนมีความคาดหวังที่สูงขึ้นกับการบริหารจัดการของ ปตท. โดย กลุ่ม ปตท. ได้ตอบสนองความคาดหวังนี้ เร่งกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อการตรวจประเมิน ควบคุมคุณภาพอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ปตท. ยังนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยระดับสากลมาใช้ ตามความตั้งใจของ ปตท. ที่จะควบคุมคุณภาพอากาศที่ระบายออกสู่ภายนอกให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชนน้อยที่สุด เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และความมุ่งมั่นของ ปตท. เอง

กลุ่ม ปตท. ขยายผลการติดตั้งระบบบำบัดมลพิษ Selective Catalytic Reduction (SCR) เพิ่มอีก 1 ชุด และเริ่มติดตั้งหน่วยกำจัดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ปนเปื้อนในก๊าซที่มีสภาพกรดที่เหลือจากการแยกก๊าซชนิด Regenerative Thermal Oxidizer (RTO) ที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 โรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง เมื่อปี 2561 เพื่อควบคุมคุณภาพอากาศที่ระบายออกสู่ภายนอกให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนใกล้เคียงน้อยที่สุด ตลอดจนติดตามตรวจวัดและกำกับดูแลการปล่อยมลพิษอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมทางอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด




ผลการดำเนินงาน 

สรุปความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ของ ปตท.

ความเข้มข้นของสารอินทรีย์ระเหย      

(ตันต่อล้านบาร์เรลน้ำมันดิบเทียบเท่า)



หมายเหตุ: ปี 2562 ไม่รวมข้อมูลของบริษัท ปตท. น้ำมันและค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ซึ่งแยกออกจาก ปตท. ตั้งแต่ปี 2561 ทำให้ปริมาณการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยลดลง

ความเข้มข้นของก๊าซไดออกไซด์ของไนโตรเจน

(ตันต่อล้านบาร์เรลน้ำมันดิบเทียบเท่า)




ความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์

(ตันต่อล้านบาร์เรลน้ำมันดิบเทียบเท่า)


ผลการดำเนินงาน 

สรุปความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ของ กลุ่ม ปตท.


การปล่อยก๊าซไดออกไซด์ของไนโตรเจนทางตรง    

(ตัน)





หมายเหตุ: ขอบเขตข้อมูลครอบคลุม ปตท. และบริษัท Flagship (GC, IRPC, GPSC, PTTEP, TOP, OR)

การปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ทางตรง

(ตัน)







การปล่อยสารอินทรีย์ระเหยทางตรง

(ตัน)