ความยั่งยืน

การบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความยั่งยืน

การบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
   





โอกาสและความท้าทาย

จากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับล่าสุดว่าด้วยเรื่อง “พื้นฐานวิทยาศาสตร์กายภาพ (The Physical Science Basis)” แสดงให้เห็นว่า ความพยายามในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายภายใต้ข้อตกลงปารีสได้ ทุกภาคส่วนจึงได้ร่วมกันยกระดับการกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ท้าทายกว่าเดิม รวมถึงการกำหนดเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทั้งในระดับประเทศและระดับองค์กร เพื่อร่วมกันควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แสดงจุดยืนในการยกระดับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่ โดยประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี 2608 เรียบร้อยแล้วเช่นกัน  ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติซึ่งมีพันธกิจในการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญยิ่งขององค์กร จึงต้องนำความท้าทายและโอกาสดังกล่าวมาผนวกไว้ในการจัดทำทิศทางกลยุทธ์ เป้าหมายระยะยาวและแผนวิสาหกิจขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างมั่นคงและยั่งยืน


แนวทางการจัดการ

โครงสร้างกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปตท.

ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ ปตท. ได้ถูกบูรณาการเข้าไปในทิศทางกลยุทธ์ แผนวิสาหกิจและการบริหารความเสี่ยงขององค์กร โดยมีการกำกับดูแลในหลากหลายมิติ ทั้งในภาพรวมของความยั่งยืน และในระบบงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ขององค์กร ดังนี้

  • การกำกับดูแลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายระยะยาวและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ มีการจัดตั้ง คณะทำงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กลุ่ม ปตท. (PTT Group Net Zero Task Force : G-NET) ขึ้น ทำหน้าที่กำหนดกรอบเป้าหมายที่ชัดเจนในการยกระดับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน รวมทั้งผลักดันการปรับรูปแบบธุรกิจ ตามทิศทางกลยุทธ์และแผนวิสาหกิจที่กำหนดขึ้น
  • การกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงองค์กร ซึ่งความท้าทายของการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับองค์กร ที่ต้องมีการกำหนดมาตรการ/แผนควบคุมเพื่อลดโอกาสเกิด (Control) และมาตรการเพื่อลดผลกระทบ (Mitigation Plan) ตลอดจนตัวชี้วัดความเสี่ยง (Leading/ Lagging Key Risk Indicator) มีการรายงานความก้าวหน้าแก่ คณะกรรมการแผนวิสาหกิจและบริหารความเสี่ยง (Corporate Plan and Risk Management Committee: CPRC) ในระดับจัดการ และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management Committee : ERMC) ทุกไตรมาส

โดยมีสายงานผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความยั่งยืน เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลรับผิดชอบและประสานงานในการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย กลยุทธ์ ตัวชี้วัดการดำเนินงาน แนวทางบริหารจัดการ ตลอดจนแผนการดำเนินงาน ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในระดับ Corporate กลุ่มธุรกิจ หน่วยธุรกิจ และสายงานที่เกี่ยวข้องภายในองค์กร เช่น สถาบันนวัตกรรม ปตท. กลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้าง
พื้นฐาน และหน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น


กระบวนการในการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่ม ปตท.GRI201-2


การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ ปตท. มีความสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นไปตามแนวทางและมาตรฐานสากล โดยมีกระบวนการดังต่อไปนี้

  1. การดำเนินการจัดเก็บข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Risks and Opportunities) ตามรายละเอียดในหัวข้อ มาตรฐานและเครื่องมือการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม ปตท.
    • การติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระดับโลกและในระดับท้องถิ่นที่มีผลกระทบต่อความยั่งยืน เช่น กฎหมายกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ กลไกควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น Carbon Tax, Cap and Trade, Carbon Tax เป็นต้น แนวทางและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระดับสากล เช่น IPCC, WBCSD, CDP, DJSI, GRI, TCFD เป็นต้น ครอบคลุมถึงการเข้าร่วมการประชุม การร่วมรับฟังความคิดเห็นและการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐ องค์การมหาชน และอื่น ๆ ในประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

    • การระบุความเสี่ยงและโอกาสระดับองค์กร ในประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ครอบคลุมความเสี่ยงและโอกาส ต่อไปนี้
      • ความเสี่ยงและโอกาสจากกฎหมายและข้อบังคับที่เปลี่ยนแปลง 
      • ความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของภูมิอากาศ 
      • ความเสี่ยงและโอกาสอื่นๆ
    • ผนวกความเสี่ยงและโอกาสไปในการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านธุรกิจ ในกระบวนการจัดทำทิศทางกลยุทธ์ ตลอดจนการประเมินผลกระทบทางการเงินที่เกี่ยวข้อง ผ่านการประมาณการทางการเงิน และการวางแผนทางการเงิน โดยอาศัยข้อมูลจากขั้นตอนการติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระดับโลกและในระดับท้องถิ่นที่มีผลกระทบต่อความยั่งยืนองค์กร และการชี้บ่งความเสี่ยงและโอกาส โดยครอบคลุมการดำเนินงาน 2 ด้าน คือ 
      • Mitigation Action: การดำเนินการเพื่อควบคุม ลด หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ เพื่อลดผลกระทบในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 
      • Adaptation Action: การดำเนินการเพื่อปรับตัวรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
    • ถ่ายทอดเป็นแผนวิสาหกิจขององค์กร รวมทั้งในการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงองค์กร  และกำหนดเป็นตัวชี้วัดการดำเนินงานระดับองค์กรผลการดำเนินงานตามระบบประเมินผลรัฐวิสาหกิจ (SE-AM KPI) และตัวชี้วัดองค์กร (Corporate KPI) ตลอดจนถ่ายทอดลงมาเป็นตัวชี้วัดในสายงาน (Functional KPI) ที่เกี่ยวข้อง
    • การติดตามและทบทวนความก้าวหน้าผลการดำเนินงานตามแผนวิสาหกิจ กลยุทธ์ และ KPIs รายงานต่อคณะกรรมการตามโครงสร้างกำกับดูแลทั้งในระดับจัดการ และคณะกรรมการ ปตท. ตามโครงสร้างกำกับดูแลที่กำหนด เป็นรายไตรมาส
    • สรุปผลการดำเนินงานและเปิดเผยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกรับทราบอย่างโปร่งใส ผ่านแบบ 56-1 One Report และเว็บไซต์ ปตท.


    การบริหารจัดการความเสี่ยง


    ปตท. ได้พัฒนาระบบการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร  โดยวางกรอบการบริหารความเสี่ยงที่สอดคล้องกับแนวทางการบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐานสากลได้แก่ COSO ERM 2017 และ ISO 31000:2018 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกให้การยอมรับ กระบวนการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรนั้นเป็นส่วนสำคัญในการทำให้องค์กรสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ซึ่งเชื่อมโยงกับกระบวนการวางแผนกลยุทธ์และการจัดทำแผนวิสาหกิจ เพื่อช่วยให้ลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กรที่กำหนดไว้

    ในช่วงจัดทำแผนกลยุทธ์ การระบุปัจจัยเสี่ยงทั้งในระดับองค์กร ระดับกลุ่มธุรกิจ/สายงานสนับสนุน และระดับหน่วยปฏิบัติงาน ควรพิจารณาครอบคลุมทั้งจากปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก เป้าหมายและกลยุทธ์ที่สำคัญขององค์กร ความต้องการความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อกำหนดปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด  ทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างครบถ้วนและรอบด้าน

    ในช่วงจัดทำแผนวิสาหกิจ ปตท. จะจัดทำรายการความเสี่ยงองค์กร (Corporate Risk Profile) ซึ่งได้จากการรวบรวมปัจจัยเสี่ยงจาก Source of Risk ทั้งหมดขององค์กร ทั้งจากกลุ่มธุรกิจหน่วยธุรกิจ สายงานสนับสนุนสำนักงานใหญ่ และความเสี่ยงทั้งหมดจากปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อองค์กรทั้งในเชิงบวกและลบ เพื่อลดผลกระทบหรือโอกาสเกิดจากปัจจัยที่เป็นอุปสรรค และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากปัจจัยที่เป็นโอกาส พร้อมกับการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง กำหนดตัวชี้วัดด้านความเสี่ยง (Key Risk Indicator) และกำหนดผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยง (Risk Owner) ตามการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงจากรายการความเสี่ยงองค์กรที่กำหนด

    รายการความเสี่ยงองค์กรและแผนบริหารความเสี่ยงที่ได้รับการพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กรจะถูกบูรณาการกับแผนวิสาหกิจ เพื่อขออนุมัติจากคณะกรรมการ ปตท. ทำให้แผนบริหารความเสี่ยงมีความสอดคล้องกับเป้าหมายและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ มีการถ่ายทอดจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กรไปยังฝ่ายจัดการและผู้ปฏิบัตินำไปปฏิบัติทั่วทั้งองค์กร เพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงทีและสร้างความพร้อมในการรองรับความเสี่ยงของธุรกิจในทุกด้าน


    การประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศGRI201-2

    ในการผนวกกระบวนการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้ากับกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ และการบริหารจัดการความเสี่ยงระดับองค์กร กลุ่ม ปตท. ได้นำกระบวนการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสภาพอากาศ (Climate Scenario Analysis) ตามแนวทาง Recommendation of the Task Force on Climate-related Financial Disclosure  (TCFD) เข้ามาใช้ในการประเมินและเพื่อทำความเข้าใจว่าความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งทางกายภาพ (Physical) และความเสี่ยงระหว่างช่วงเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Transition) นั้นจะมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร ทั้งนี้การประเมินความเสี่ยงทั้ง 2 รูปแบบจะครอบคลุม 3 กลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย และกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน

    Transition Risk: ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
    • Policy and Legal: เป็นการประเมินเชิงคุณภาพและให้ความสำคัญกับเป้าหมายและนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (ร่าง) พระราชบัญญัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับการจัดเก็บภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิ์การปล่อยการเรือนกระจกเป็นหลัก ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงจากนโยบาย เป้าหมาย แผนยุทธศาสตร์ และกฎหมายของหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทยที่ทำหน้าที่กำกับดูแล
    • Market: เป็นการประเมินเชิงปริมาณและให้ความสำคัญกับความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์และการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ในแต่ละสถานการณ์ทางธุรกิจเป็นหลัก ตลอดจนการเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้า เช่น ความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ลดลง 
    • Technology: เป็นการประเมินเชิงคุณภาพและให้ความสำคัญกับ เทคโนโลยีเกี่ยวกับคาร์บอนต่ำที่มาทดแทนธุรกิจที่พึ่งพาฟอสซิลเป็นหลัก เช่น รถไฟฟ้า แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง เป็นต้น
    • Reputation: เป็นการประเมินเชิงคุณภาพและให้ความสำคัญกับความต้องการและความคาดหวังของนักลงทุนเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ
    ปตท. ได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพิจารณาจากสถานการณ์ด้านสภาพอากาศ (Climate Scenario) 2 สถานการณ์ ได้แก่ Clean Scenario และ Clear Scenario โดยสถานการณ์ Clean นั้นจะสอดคล้องกับมุมมองของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย NDC (Nationally determined contributions) และสอดคล้องกับมุมมองของ International Energy Agency (IEA) ในสถานการณ์ State Policy และ Current Policy  ส่วนสถานการณ์ Clear นั้นจะสอดคล้องกับมุมมองของ IEA ในสถานการณ์ Sustainable Development (SDS) และ 2 Degrees (2DC) และมีการประเมินความเสี่ยงระยะสั้น/กลางในช่วงปี 2568 – 2573 และระยะยาวถึงปี 2583

    ผลการวิเคราะห์พบว่า ภายใต้สถานการณ์ Clean ความเสี่ยงระยะสั้นและระยะยาวที่มีผลกระทบมากที่สุดเป็นผลมาจากความต้องการถ่านหินที่ลดลงและความต้องการน้ำมันคีโรซีนสำหรับเครื่องบินที่ลดลง ในขณะที่โอกาสในระยะสั้นและระยะยาวมีความต้องการเซลล์แสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้น ภายใต้สถานการณ์ Clear นั้น ความเสี่ยงระดับสูงมาจากการกำหนดราคาคาร์บอนสูงในทุกกลุ่มธุรกิจของ ปตท. โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มการแปรรูปก๊าซและ LNG สำหรับโอกาสภายใต้สถานการณ์ Clear นั้น มาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับเซลล์แสงอาทิตย์ การผลิตพลังงานลม และความต้องการสารประกอบโพลีโพรพิลีนที่มากขึ้น นอกจากนี้ การเรียกเก็บภาษีคาร์บอนของภาครัฐอาจส่งผลกระทบต่อองค์กร ซึ่งจำเป็นต้องนำความเสี่ยงดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณากำหนดสถานการณ์ด้านการวางแผนดำเนินธุรกิจ (Business Plan Scenario) เพื่อใช้ในการจัดทำกลยุทธ์และแผนธุรกิจในปีถัดไป

    Physical Risks: ความเสี่ยงทางกายภาพ
    • ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติทั้งแบบเฉียบพลัน (Acute) เช่น  ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น
    • การเปลี่ยนสภาพอากาศที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Chronic) เช่น การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เป็นต้น
    เพื่อเสริมสร้างการกำหนดกลยุทธ์ให้ตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ปตท. ได้มีการรวบรวมที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของสถานประกอบของ ปตท. และพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงทั้งในธุรกิจขั้นต้นและขั้นปลายที่มีความเสี่ยงทางกายภาพและทำการวิเคราะห์ Scenario Analysis ของสถานที่ปฏิบัติการแต่ละแห่ง โดยอ้างอิงรูปแบบสถานการณ์จำลองจากภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เรียกว่า Representative Concentration Pathways (RCP) ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) 

    รูปแบบสถานการณ์จำลองที่คัดเลือกมาประกอบการวิเคราะห์ Scenario Analysis ได้แก่
    • RCP 8.5 (Business as Usual): สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้น 3.7 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษเนื่องจากความพยายามในการลดมลพิษต่ำหรือไม่มีความพยายาม และ
    • RCP 4.5 (Optimistic): สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้น 1.8 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษเนื่องมาจากความพยายามระดับปานกลางในการลดการปล่อยมลพิษ
    • RCP 2.6 (Paris Agreement Scenario): สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้น 0.9 – 2.3 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษเนื่องมาจากความพยายามระดับสูงรวมถึงมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวด
    ปตท. คัดกรองความเสี่ยงทางกายภาพโดยได้คัดเลือกความเสี่ยงด้านความเครียดน้ำ (Water stress) ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ (Seasonal Variability) และความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงความร้อนตามฤดูกาล (Seasonal Heat Risk) มาประกอบการประเมิน โดยความเสี่ยงด้านความเครียดน้ำและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศจะประเมินภายใต้ RCP 8.5 และ RCP 4.5 สำหรับระยะกลางในปี 2573 และระยะยาวในปี 2583 และความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงความร้อนตามฤดูกาลจะประเมินภายใต้ RCP 8.5  RCP 4.5 และ RCP2.6 สำหรับระยะสั้นปี 2563 2582 ระยะกลางปี 2583 2602 และระยะยาวปี 2603 2622 โดยสรุปผลการประเมิน ได้ดังนี้

    ร้อยละของสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงภายใต้ RCP 8.5


    ในปี 2573 สถานประกอบการที่สำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของ ปตท. มีความเสี่ยงสูงด้านความเครียดน้ำและด้านความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และในปี 2583 มีความเสี่ยงสูงด้านความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

    ร้อยละของสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงภายใต้ RCP 4.5


    ในปี 2573 และปี 2583 สถานประกอบการที่สำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของ ปตท. มีความเสี่ยงสูงด้านความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ


    ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงความร้อนตามฤดูกาล (Seasonal Heat Risks)

    ดัชนีความร้อน (Heat Index) เป็นการวัดอุณหภูมิซึ่งรวมถึงความชื้นในบรรยากาศ โดยอุณหภูมิสูงที่มีความชื้นสูงจะทำให้ดัชนีความร้อนสูง ซึ่งผลการประเมินพื้นที่ใน 3 จังหวัดที่มีพื้นที่ปฏิบัติการที่สำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของ ปตท. แสดงจำนวนวันที่ดัชนีความร้อนเกิน 35°C โดยทุกพื้นที่มีความเสี่ยงสูงด้านการเปลี่ยนแปลงความร้อนตามฤดูกาล และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามช่วงเวลาในทุกสถานการณ์จำลอง

    จำนวนวันที่ดัชนีความร้อน (Heat Index) > 35 oC

    Scenariosที่ตั้งปี 2563-2582ปี 2583-2602ปี 2603-2622
    RCP 8.5 ชลบุรี 179.6 239.9 276.9
    ระยอง 153.7 239.2 282.7
    นครศรีธรรมราช 91.1 204.9 300.4
    RCP 4.5 ชลบุรี 171.7 210.6 240.6
    ระยอง 136.0 197.1 242.3
    นครศรีธรรมราช 83.8 149.7 217.5
    RCP 2.6 ชลบุรี 160.1 187.4 199.0
    ระยอง 130.4 167.7 183.9
    นครศรีธรรมราช 75.7 109.4 183.9
    Opportunities: โอกาส
    • เทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในราคาที่ถูกลง
    • โอกาสในการลงทุนในธุรกิจพลังงานทางเลือกหรือพลังงานหมุนเวียนที่เริ่มคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น
    • การเข้าถึงตลาดด้านพลังงานและผลิตภัณฑ์ที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
    • สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้

    ทั้งนี้ แต่ละกลุ่มธุรกิจจะเป็นผู้รับผิดชอบในการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและดำเนินการที่เหมาะสม เพื่อรับมือและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงเหล่านี้ ด้วยระบบบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ และติดตามการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเป็นประจำทุกไตรมาส การกำหนดเป้าหมายสำหรับมาตรการปรับตัวต่อความเสี่ยงทางกายภาพกับการดำเนินงานที่มีอยู่และการดำเนินงานใหม่จะดำเนินการภายในกรอบเวลา 5-10 ปี

    กลยุทธ์การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    นับจากปี 2561 ซึ่งกลุ่ม ปตท. ได้ร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีการดำเนินการอย่างจริงจังจนสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายที่กำหนด โดยสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศแล้วนั้น

    ในปี 2564 ปตท. ตระหนักดีว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังคงเป็นประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีความสำคัญและมีผลกระทบสูงต่อการดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จึงนำมาเป็นปัจจัยป้อนเข้าที่สำคัญสำหรับวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ในการกำหนดทิศทางกลยุทธ์ เป้าหมายระยะยาว ตลอดจนแผนวิสาหกิจอย่างเหมาะสม โดยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ขององค์กร ดังนี้

    • กำหนดเป้าหมาย Clean Growth เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ กลุ่ม ปตท. ภายในปี 2573 เป็นลดลงร้อยละ 15 เทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในปี 2563
    • ปรับรูปแบบของเป้าหมาย ปตท. และการถ่ายทอดเป้าหมายไปยังบริษัทในกลุ่ม ปตท. ให้มีความชัดเจน ในรูปแบบของ PTT Group carbon emission budget เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทางตรงและทางอ้อม ในปี 2565-2569 ของ ปตท. และ กลุ่ม ปตท. ไม่เกิน 234.45 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และ ในปี 2570-2573 ของ ปตท. และ กลุ่ม ปตท. 148.69 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
        • แสดงเจตนารมณ์ในการประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของ ปตท. ภายในปี 2583* และมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของ ปตท. ให้ได้ภายในปี 2593* รวมทั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของกลุ่ม ปตท. ภายในปี 2593* และมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของกลุ่ม ปตท. ให้ได้ภายในปี 2603*   
        •      * ด้วยการสนับสนุนมาตรการจากภาครัฐ
    • ปรับทิศทางกลยุทธ์ เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ระยะยาวประจำปี 2573 ตลอดจนแผนวิสาหกิจ ประจำปี 2565-2569 โดยกำหนดการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ประกอบด้วยการลงทุนในพลังงานอนาคต  อาทิ พลังงานทดแทน ระบบการกักเก็บพลังงาน ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ศึกษาการใช้พลังงานจากไฮโดรเจน และลงทุนนอกธุรกิจพลังงาน อาทิ ธุรกิจวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต เช่น ยา อาหารและโภชนาการ วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น พร้อมต่อยอดธุรกิจปิโตรเคมีสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ปรับธุรกิจน้ำมันให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ธุรกิจโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล ตลอดจนการขายธุรกิจที่มีมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ธุรกิจถ่านหิน เป็นต้น ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมายระยะยาวและแผนวิสาหกิจไว้อย่างชัดเจน



    นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดปัจจัยและกลไกสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุซึ่งเป้าหมาย ดังนี้

    • กำหนด “แนวทางการดำเนินงาน 3P”  เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการสำหรับ ปตท. และกลุ่ม ปตท. ให้ดำเนินการสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ประกอบด้วย
    การดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด เชื่อมโยง กับเป้าหมาย Clean growth โดยโครงการที่สำคัญในการบริหารจัดการ ได้แก่ การดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ประโยชน์ การใช้พลังงานหมุนเวียนและ พลังงานไฮโดรเจน การดำเนินโครงการประหยัดและอนุรักษ์พลังงาน และการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยคาร์บอนเครดิต
    สร้างการเติบโตจากธุรกิจพลังงาน แห่งอนาคต (Future Energy and Beyond) ให้มีสัดส่วนการลงทุนของ กลุ่ม ปตท. ร้อยละ 32 ของงบประมาณ การลงทุนระหว่างปี 2564 - 2573 โดย ปตท. มีเป้าหมาย LNG Portfolio  ภายในปี 2573 ที่ 9 ล้านเมตริกตันต่อปี
    การเพิ่มปริมาณการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากชั้นบรรยากาศ และกักเก็บก๊าซเรือนกระจกด้วยวิธีทางธรรมชาติ ผ่านการปลูกและ ดูแลรักษาป่าไม้และพื้นที่สีเขียว โดยกำหนดเป้าหมายการปลูกป่าบก และป่าชายเลนเพิ่มอีก 1 ล้านไร่ ภายในปี 2573 พร้อมวางแผนในการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

    • จัดตั้ง “คณะทำงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กลุ่ม ปตท. (PTT Group Net Zero Task Force : G-NET)”  ขึ้น ประกอบด้วยผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ ปตท. และกลุ่ม ปตท. ทำหน้าที่กำหนดกรอบเป้าหมายที่ชัดเจนในการยกระดับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน  พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเน้นผลักดันและติดตามการดำเนินงานของโครงการลดก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization Projects) ภายใต้ “แนวทางการดำเนินงาน 3P” ตลอดจน PTT Group Clean & Green Strategy ควบคู่กันไปด้วย 
    • ขยายผลการนำกลไกราคาคาร์บอน มาใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุนในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ราคาคาร์บอน มูลค่า 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยในปี 2564 ได้นำมาใช้ในโครงการกำจัดกากอุตสาหกรรมและนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นการนำความร้อนเหลือใช้จากการกำจัดกากอุตสาหกรรมกลับมาผลิตไอน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ เมื่อเทียบกับการนำขยะไปกำจัดโดยการฝังกลบ ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่ากับ 17,734 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และจากการใช้กลไกราคาคาร์บอน ทำให้โครงการได้ผลประโยชน์เท่ากับ 11,704,470 บาทต่อปี ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในปี 2565
    • จัดทำคู่มือกรอบการดำเนินงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของ ปตท.  เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาการกำหนดขอบข่าย การคำนวน และประเมินการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามหลักสากล สามารถปรับใช้ได้ในระดับต่าง ๆ เช่น องค์กร หน่วยงาน และพื้นที่


    ผลการดำเนินงานเทียบกับเป้าหมาย




    มาตรฐานและเครื่องมือการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม ปตท.

    กลุ่ม ปตท. จัดทำบัญชีและรายงานข้อมูลการปล่อย การดูดซับ และการกักเก็บปริมาณก๊าซเรือนกระจกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3) อีกทั้งมีการทวนสอบโดยหน่วยงานอิสระภายนอกเป็นประจำทุกปี รวมถึงมีการปรับปรุงขอบเขตในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกโดยมีการจัดทำข้อมูลในรูปแบบกลุ่มบริษัทรวมทั้งในและต่างประเทศ ตาม Greenhouse Gas Protocol โดยขอบเขตที่ปรับปรุงจะเริ่มรายงานในปี 2565 รวมถึงการปรับปรุง PTT Group Environmental Master plan 2021-2030 เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

    นอกจากนี้ ปตท. ยังจัดทำมาตรฐานการจัดทำและรายงานโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน ISO14064-2และบูรณาการมาตรฐานดังกล่าวเข้ากับระบบเครื่องมือจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นมาตรฐานให้กลุ่ม ปตท. ในการประเมินปริมาณและวิเคราะห์แนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากล

    • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2)
      • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) จากพื้นที่ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการเผาไหม้ การแยกคาร์บอนไดออกไซด์ การปล่อยไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนและซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ การรั่วซึมของก๊าซ การรั่วไหลของก๊าซ การเผาก๊าซ และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการต่าง ๆ
      • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (ขอบเขตที่ 2) เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการซื้อไฟฟ้า ความร้อนและไอน้ำมาใช้ในองค์กร
      • ปตท. มีแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในการดำเนินธุรกิจ ทั้งจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิง การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม และการใช้ประโยชน์จากความร้อนเหลือทิ้ง เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
    • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Scope 3)
      • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์/ การเผาไหม้ผลิตภัณฑ์ที่ ปตท. จำหน่ายโดยผู้ใช้ขั้นปลาย ทั้งประเภท stationary fuel combustion และ mobile fuel combustion  การขนส่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์โดยผู้ประกอบการภายนอก การเดินทางของพนักงานโดยเครื่องบิน เป็นต้น โดยข้อมูลตัวเลข GHG Scope 3 ที่เปิดเผยใน Website นี้ จะแสดงเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมการเผาไหม้ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง ที่ ปตท. และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (Use of sold products) จำหน่ายเท่านั้น  ซึ่งสามารถนำข้อมูลนี้มาใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และเปิดเผยต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง
      • ปตท. มีแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3) โดยมุ่งเน้นการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ผ่านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์แนวโน้มความต้องการของตลาดที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร และแผนการพัฒนาพลังงานทางเลือก อีกทั้งมีแผนการขยายการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในระยะยาวเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการปริมาณเชื้อเพลิงชีวภาพที่สูงขึ้นของประเทศ
    • ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการและรายงานตัวชี้วัด เช่น  รายได้จากผลิตภัณฑ์ (รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low Carbon Product & Avoided Emission Product) ในช่วงของการผลิตหรือการให้บริการ และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ลูกค้าหรือผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) เพื่อวัดผลการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท. ในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3 GHG Emission) อันเกิดจากผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการ รวมไปถึงธุรกิจของกลุ่ม ปตท. (GHG Emission from use of sold products)
      • Low Carbon Product หมายถึง ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) ของกลุ่ม ปตท. ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่า ในช่วงของการผลิต หรือการให้บริการ เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) อื่น ๆ ที่สามารถทำหน้าที่เดียวกัน ตัวอย่างเช่น
        • พลังงาน Renewable Energy เช่น พลังงาน ลม แสงอาทิตย์ น้ำ เป็นต้น
        • Green Building & Green Service: อาคารหรือบริการ ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในช่วงของการให้บริการ เช่น อาคารที่ได้รับรับรอง LEED ในระดับ Platinum เป็นต้น
        • พลังงานไฟฟ้า ไอน้ำ ที่ผลิตจากระบบ Co- Generation
        • พลังงานจาก Bioenergy
        • Energy Efficient Products: ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากกระบวนการผลิตที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า (เช่น ได้รับการรับรองฉลากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าร้อยละ 2 เป็นต้น)
        • ผลิตภัณฑ์จาก Cogeneration/ Tri-generation/ Combined Heat and Power
        • ผลิตภัณฑ์จาก Waste Heat Recovery
        • ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ ฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Reduction Label) จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.)
      • Avoided Emission Product หมายถึง ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) ของกลุ่ม ปตท. ที่ช่วยให้ลูกค้าหรือผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในช่วงของการใช้งานทั้งทางตรงและทางอ้อม เมื่อเทียบกับการใช้งานผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) อื่น ๆ ที่สามารถทำหน้าที่เดียวกัน เช่น
        • Gasohol E10, E20, E85 ที่ขายให้ผู้ใช้รถ
        • Biodiesel, Premium Diesel ที่ขายให้ผู้ใช้รถ
        • Natural Gas ที่ขายเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้า
        • ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) ที่มีค่า Product Carbon Footprint ในช่วงของการใช้งานต่ำกว่าค่า Default ในระบบฐานข้อมูล SimaPro หรือ ก่อนมีการการปรับปรุงพัฒนา
        • ผลิตภัณฑ์ที่ได้การรับรองฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
        • ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกลุ่ม ปตท. ภายใต้ตราสัญลักษณ์ GREEN FOR LIFE ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ต่อไปนี้
          • ลดการใช้พลังงาน (Reduced Energy Consumption) ในช่วงการใช้งาน
          • ผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) (ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์) เป็นศูนย์ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีการชดเชย (Offset) คาร์บอนทั้งหมด
    Energy Efficient Products: ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากกระบวนการผลิตที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า (เช่น ได้รับการรับรองฉลากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าร้อยละ 2 เป็นต้น)


    ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

    จากการผนวกการบริหารจัดการความท้าทายและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการกำหนดทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร โดยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ และสอดรับกับนโยบายและเป้าหมายของประเทศ ในการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมพลังงานและการเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) ในปี 2564 ปตท. จึงมีการปรับโครงสร้างองค์กร กระบวนการและรูปแบบการทำธุรกิจเพื่อรองรับการพัฒนาและลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่องในระบบนิเวศของรถยนต์ EV ให้มีความหลากหลายและชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยมีการจัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน (New Business and Infrastructure Business Unit) ซึ่งได้มีการดำเนินการต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรม เช่น การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับฟ็อกซ์คอนน์ กรุ๊ป (Foxconn Technology Group) เพื่อศึกษาโอกาสการจัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ EV ในประเทศไทย การจัดตั้งบริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) เพื่อดำเนินธุรกิจรถยนต์ EV การจัดตั้งแพลตฟอร์ม EVme เพื่อให้บริการเช่าทดลองใช้งานรถ EV เพื่อสร้างประสบการณ์ในการใช้งานรถ EV ให้แก่ผู้บริโภค จัดตั้งบริษัท สวอพ แอนด์ โก จำกัด (Swap & Go) และให้บริการสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เป็นต้น

    การเข้าร่วมโครงการ Carbon Disclosure Project (CDP)

    เป้าหมายปี 2564ผลการดำเนินงานปี 2564
    ดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน CDP เป็นประจำทุกปี คะแนนของ ปตท.: D

    ความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจกรรมของ กลุ่ม ปตท. ทั้งทางตรงและทางอ้อม (Scope 1 และ 2)1, GRI305-4
    (กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ)

    ความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจกรรมของ กลุ่ม ปตท.
    ทั้งทางตรง ทางอ้อม และการเผาไหม้ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่ ปตท. จำหน่าย (Scope 1, 2 และ 3
    )1, GRI305-4   
    (กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ)


    หมายเหตุ :
    1. ขอบเขตข้อมูลครอบคลุมบริษัทในประเทศไทยที่ ปตท. ถือหุ้นทางตรงมากกว่าร้อยละ 20 และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือถือหุ้นทางอ้อมร้อยละ 100
    2. ผลอันเนื่องมาจากการเพิ่มกำลังการผลิต การเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากการบริหารจัดการต้นทุน ข้อมูลปี 2561-2563 ของกลุ่ม ปตท. มีการปรับการคำนวณ เนื่องจาก ปี 2564 มีการเพิ่มขอบเขตองค์กร (Organization Boundary) เนื่องจากการควบรวมกิจการของไทยออยล์
        และไทยออยล์ เพาเวอร์ การเพิ่มขอบเขตการดำเนินงาน (Operational Boundary) เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการรายงานโออาร์พี ของ พีทีที โกลบอล เคมิคอล คลังและลานถังของไออาร์พีซี  และแอลพีจีไซเลนเดอร์ สงขลา ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)
        และมีการเพิ่มเติมของกิจกรรมที่มีการเริ่มดำเนินการของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในพื้นที่ LNG ในปี 2563

    3. ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต 2 ปี 2561-2563 ของปตท. และกลุ่มปตท มีการปรับการคำนวณตาม Emission Factor จาก EPPO 2021
    4. เป้าหมายที่กำหนดไว้อยู่ภายใต้ขอบเขตการดำเนินการเดิมที่ยังไม่รวมการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมตามที่ระบุในข้อ 2 ทั้งนี้ ปตท. จะปรับปรุงให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นและรายงานในปีถัดไป

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมกลุ่ม ปตท.1 (ล้านตันคาร์บอนได้ออกไซด์เทียบเท่า)GRI305-1, GRI305-2, GRI305-3

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1)

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 2) 





    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่ ปตท. จำหน่าย (Scope 3)(2,3)


    หมายเหตุ:
    1. ขอบเขตข้อมูลครอบคลุมบริษัทในประเทศที่ ปตท. ถือหุ้นทางตรงมากกว่าร้อยละ 20 และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หรือถือหุ้นทางอ้อมร้อยละ 100
    2. ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 3) ครอบคลุมการเผาไหม้ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่ ปตท. และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) จำหน่าย (ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันอากาศยาน น้ำมันเตา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว
        และน้ำมันก๊าด) โดย ปตท. บริหารจัดการปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 3) ผ่านการตั้งเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม (Scope 1 และ 2) ของ ปตท. ต่อปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ ปตท.
        ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบการประเมินคุณภาพรัฐวิสาหกิจ

    3. ขอบเขตข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 3) ครอบคลุม ปตท. และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)
    4. ข้อมูลปี 2561-2563 ของกลุ่ม ปตท. มีการปรับการคำนวณ เนื่องจาก ปี 2564 มีการเพิ่มขอบเขตองค์กร (Organization Boundary) เนื่องจากการควบรวมกิจการของไทยออยล์ และ ไทยออยล์ เพาเวอร์ การเพิ่มขอบเขตการดำเนินงาน (Operational Boundary)
        เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการรายงาน โออาร์พี ของ พีทีที โกลบอล เคมิคอล คลังและลานถังของไออาร์พีซี และแอลพีจีไซเลนเดอร์ สงขลา ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) และมีการเพิ่มเติมของกิจกรรมที่มีการเริ่มดำเนินการของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
        ในพื้นที่ LNG ในปี 2563

    5. ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต 2 ปี 2561-2563 ของปตท. และกลุ่ม ปตท. มีการปรับการคำนวณตาม Emission Factor จาก EPPO 2021


    Total direct methane emissions (Metric tonnes)

    Total non-renewable energy consumption (MWh)GRI302-1



    Total renewable energy consumption (MWh)GRI302-1

    ปริมาณการผลิตพลังงานหมุนเวียน

    แหล่งพลังงานหมุนเวียน

    ปริมาณการผลิตพลังงานหมุนเวียน
    ทั้งหมดในปี 2564 (GWh)

    ปริมาณการผลิตพลังงานหมุนเวียน
    ที่ติดตั้งในปี 2564 (MW)

    เป้าหมายในปี 2573 (MW)

    พลังงานน้ำ 2,166.6 449.1 347
    พลังงานแสงอาทิตย์ 1,147.25 2,158.5 13,289
    พลังงานขยะ - 13 13
    รวม 3,313.826 2,620.6 13,649

    การนำแนวทางการใช้กลไกราคาคาร์บอน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุนของ ปตท.GRI305-5

    การใช้กลไกราคาคาร์บอน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุน ของ ปตท. เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันจะช่วยลดผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และช่วยให้การดำเนินธุรกิจของ ปตท. มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) โดยผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการบริหารการลงทุน (SIMC) และผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจัดการของ ปตท. ในปี 2564 มีโครงการที่นำกลไกราคาคาร์บอนไปประยุกต์ใช้และผ่านการอนุมัติการลงทุน ได้แก่ โครงการกำจัดกากอุตสาหกรรมและนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นการนำความร้อนเหลือใช้จากการกำจัดกากอุตสาหกรรมกลับมาผลิตไอน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ เมื่อเทียบกับการนำขยะไปกำจัดโดยการฝังกลบ ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่ากับ 17,734 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ปี และ จากการใช้ ICP ทำให้โครงการได้ผลประโยชน์เท่ากับ 11,704,470 บาท/ปี ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในปี 2565

    แนวทางการใช้กลไกราคาคาร์บอน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุน ของ ปตท. มีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้

    • การใช้กลไกราคาคาร์บอน เพื่อประกอบการพิจารณาการลงทุน จะใช้กับโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการดำเนินธุรกิจของ ปตท. ทางตรงและทางอ้อม
    • รูปแบบการใช้กลไกราคาคาร์บอน เป็นแบบราคาเงา (Shadow Price) ซึ่งคณะกรรมการบริหารการลงทุน ใช้เป็นส่วนหนึ่งเพื่อประกอบการพิจารณาการลงทุนที่ราคาคาร์บอน มูลค่า 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

    ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับ ปตท. จากการประยุกต์ใช้แนวทางการใช้กลไกราคาคาร์บอนฯ

    • เป็นแนวทางที่ช่วยให้ ปตท. มีการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
    • สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะนักลงทุน โดยแสดงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจของ ปตท. ที่มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) 
    • เพิ่มโอกาสในการลงทุนในประเภทธุรกิจและโครงการที่สามารถสร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ทางอ้อมโดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้แก่กลุ่ม ปตท. ผ่านการนำกลไกราคาคาร์บอน (Internal Carbon Price : ICP) ไปใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุนในโครงการกำจัดกากอุตสาหกรรมและนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นการนำความร้อนเหลือใช้จากการกำจัดกากอุตสาหกรรมกลับมาใช้ประโยชน์โดยการผลิตไอน้ำเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในโครงการ

    การดำเนินงานในอนาคต

    ผลักดันการดำเนินโครงการตามทิศทางกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม ในแผนแม่บทการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนฯ รวมทั้งโครงการ Decarbonization Projects ตามแนวทางการดำเนินงาน 3P เพื่อให้บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยมุ่งเน้นยกระดับการดำเนินการตลอดห่วงโซ่คุณค่าในกลุ่ม ปตท. พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งในประเทศและสากล เพื่อขับเคลื่อนทุกชีวิตไปสู่ความยั่งยืนด้วยพลังแห่งอนาคต