ความยั่งยืน

การบริหารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความยั่งยืน

การบริหารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
 





โอกาสและความท้าทาย

จากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ระบุว่าถึงแม้จะมีเป้าหมาย การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ข้อตกลงปารีสแล้ว แต่ยังไม่สามารถควบคุมให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียสได้ ดังนั้น จึงเรียกร้องให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายกว่าเดิม โดยประเทศไทยได้แสดงจุดยืนด้านนโยบายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ โดยผลจากการขับเคลื่อนและผลักดันการดำเนินงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานและภาคการขนส่ง ส่งผลให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ตั้งไว้ร้อยละ 7-20 ภายในปี 2563 ได้สำเร็จ และอาจมีการปรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ท้าทายมากขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวและคาดการณ์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น จึงเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทาย และมุ่งมั่นดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องและเป็นไปตามกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่ม ปตท. ตั้งแต่การทบทวนและกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม ปตท. ให้ได้มากกว่าร้อยละ 20 ในปี 2573 จัดทำแนวทางการปฏิบัติในการคัดเลือกระเบียบวิธีการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ของกลุ่ม ปตท. ในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยปตท. ตระหนักเป็นอย่างดีว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนับเป็นโอกาสในการที่จะเร่งผลักดันและขับเคลื่อนให้มีการศึกษาและเลือกใช้พลังงานที่สะอาดซึ่งสอดคล้องและเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2561-2580 ในการกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 20-35 ของการใช้พลังงานทั้งหมดในปี 2580 ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมที่มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย



แนวทางการจัดการ

การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กลุ่ม ปตท. เป็นธุรกิจที่อาศัยฟอสซิลเป็นแหล่งหลัก ความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risks and Opportunities) ถือเป็นความเสี่ยงและโอกาสที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งของกลุ่ม ปตท. ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังได้แถลงเจตจำนงในการประชุม Conference of the Parties: COP21 ณ กรุงปารีส เมื่อปี 2558 ว่าด้วยการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมุ่งมั่นของประเทศ (Intended Nationally Determined Contributions: INDCs) ในทุกภาคส่วนร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 และการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศไทย (Thailand Nationally Appropriate Mitigation Action: Thailand NAMA) ในภาคพลังงานและการขนส่งให้ได้ร้อยละ 7-20 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานตามปกติในปี 2563 ซึ่งเป้าหมายในส่วนนี้ ประเทศไทยได้ดำเนินการสำเร็จลุล่วง

เพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงและโอกาสอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงสนับสนุนการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ในปี 2561 กลุ่ม ปตท. ได้จัดทำกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่ม ปตท. ร่วมกัน ภายใต้ชื่อ “PTT Group Clean & Green Strategy” ด้วยการผนวกกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจของของกลุ่ม ปตท. โดยในปี 2563 ปตท. ได้กำหนดเป้าหมายในการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม ปตท. ให้มีปริมาณไม่เกิน 40.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมทั้งทบทวนค่าเป้าหมายระยะยาวของการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม ปตท. ในปี 2573 โดยเพิ่มสัดส่วนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ กลุ่ม ปตท. เป็นร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานตามปกติในปี 2573 เพื่อให้ ปตท. สามารถกำกับดูแลการดำเนินงานของแต่ละบริษัทในกลุ่มให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่ม ปตท. โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ปตท. และผู้บริหารระดับสูงของกลุ่ม ปตท. แล้ว


กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่ม ปตท. (PTT GROUP CLEAN & GREEN STRATEGY)

กลุ่ม ปตท. ได้กำหนดกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้ชื่อ “PTT Group Clean & Green Strategy” ขึ้น ซึ่งประกอบด้วย 3 แนวทางที่สำคัญ ตั้งแต่การควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ การเพิ่มปริมาณผลิตภัณฑ์สะอาดและคาร์บอนต่ำ การดำเนินธุรกิจใหม่ที่สะอาดและคาร์บอนต่ำ โดย ดำเนินการผ่านคณะทำงาน PTT Group Clean & Green Alignment ซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทน ของ ปตท. และ บริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้แก่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) รวม 7 บริษัท โดยได้รับการมอบหมายจากผู้บริหารระดับสูง รวมจำนวน 35 คน โดยกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนี้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการดำเนินงานตามทิศทางกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน ในมิติสิ่งแวดล้อม คือ โลกเราต้องรักษ์ โดยมุ่งเน้นการแสวงหาธุรกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม




กระบวนการในการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่ม ปตท.

การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ ปตท. มีความสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นไปตามแนวทางและมาตรฐานสากล โดยมีกระบวนการดังต่อไปนี้


กระบวนการในการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่ม ปตท.
  1. การดำเนินการจัดเก็บข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Risks and Opportunities) เช่น
    • ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งทางตรง ทางอ้อม และทางอ้อมอื่น ๆ (Direct and Indirect GHG emission (GHG Emission Scope 1, 2 and 3) เพื่อประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากผลการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท. ทั้งจากการดำเนินงานภายใต้การควบคุมของกลุ่ม ปตท. โดยตรง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการซื้อพลังงานไฟฟ้าและพลังงานความร้อนจากภายนอก และ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ (GHG Emission from use of sold products) โดยกระบวนการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ กลุ่ม ปตท. ทั้งทางตรง ทางอ้อม และทางอ้อมอื่น ๆ นี้เป็นไปตาม PTT Group GHG Accounting and Reporting Standard โดยจัดกลุ่มกิจกรรมออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Scope 1, Scope 2, และ Scope 3
      • Scope 1 คือ กิจกรรมที่หน่วยงานภายในกลุ่ม ปตท. เป็นผู้ดำเนินงานเอง ถือเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง โดยตัวอย่างของกิจกรรมใน Scope 1 ได้แก่ การเผาไหม้เชื้อเพลิงในหน่วยผลิตของ ปตท. การเผาไหม้เชื้อเพลิงในยานพาหนะของ ปตท. การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการปิโตรเลียม การรั่วไหลของสารทำความเย็น เป็นต้น
      • Scope 2 คือ กิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยหน่วยงานอื่น ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าและความร้อน (ในรูปของไอน้ำและน้ำเย็น เป็นต้น) ให้แก่หน่วยงานภายในกลุ่ม ปตท. ตัวอย่างของกิจกรรมในหัวข้อนี้ คือ การเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติโดยผู้ผลิตไฟฟ้าภายนอกกลุ่ม ปตท. เป็นต้น
      • Scope 3 คือ กิจกรรมที่หน่วยงานภายนอกดำเนินการ แต่เป็นกิจกรรมที่เป็นผลมาจากการดำเนินงานของหน่วยงานภายในกลุ่ม ปตท. เป็นการรายงานที่ไม่อยู่ในบัญชีก๊าซเรือนกระจกที่เป็นภาคบังคับ เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์โดยผู้ใช้ขั้นปลาย กิจกรรมประเภท stationary fuel combustion การใช้ผลิตภัณฑ์โดยผู้ใช้ขั้นปลาย กิจกรรมประเภท mobile fuel combustion การขนส่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์โดยผู้ให้บริการนอกองค์กร กิจกรรมประเภท mobile fuel combustion, การเดินทางของพนักงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกลุ่ม ปตท. เป็นต้น โดยข้อมูลตัวเลข GHG Scope 3 ที่เปิดเผยใน Website นี้ จะแสดงเฉพาะการปล่อย GHG ในกิจกรรมการเผาไหม้ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง ที่ ปตท. และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (Use of sold products) จำหน่ายเท่านั้น ทั้งนี้สามารถนำข้อมูลนี้มาใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และเปิดเผยต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง
    • รายได้จากผลิตภัณฑ์ (รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low Carbon Product & Avoided Emission Product) ในช่วงของการผลิตหรือการให้บริการ และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ลูกค้าหรือผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) เพื่อวัดผลการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท. ในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Scope 3 GHG Emission) อันเกิดจากผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการ รวมไปถึงธุรกิจของกลุ่ม ปตท. (GHG Emission from use of sold products)
      • Low Carbon Product หมายถึง ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) ของกลุ่ม ปตท. ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่า ในช่วงของการผลิต หรือการให้บริการ เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) อื่นๆ ที่สามารถทำหน้าที่เดียวกัน ตัวอย่างเช่น
        • พลังงาน Renewable Energy เช่น พลังงาน ลม แสงอาทิตย์ น้ำ เป็นต้น
        • Green Building & Green Service: อาคารหรือบริการ ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในช่วงของการให้บริการ เช่น อาคารที่ได้รับรับรอง LEED ในระดับ Platinum เป็นต้น
        • พลังงานไฟฟ้า ไอน้ำ ที่ผลิตจากระบบ Co-Generation
        • พลังงานจาก Bioenergy
        • Energy Efficient Products: ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากกระบวนการผลิตที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า (เช่น ได้รับการรับรองฉลากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าร้อยละ 2 เป็นต้น)
        • ผลิตภัณฑ์จาก Cogeneration/ Tri-generation/ Combined Heat and Power
        • ผลิตภัณฑ์จาก Waste Heat Recovery
        • ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ ฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Reduction Label) จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.)
    • Avoided Emission Product หมายถึง ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) ของกลุ่ม ปตท. ที่ช่วยให้ลูกค้าหรือผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในช่วงของการใช้งานทั้งทางตรงและทางอ้อม เมื่อเทียบกับการใช้งานผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) อื่น ๆ ที่สามารถทำหน้าที่เดียวกัน เช่น
      • Gasohol E10, E20, E 85 ที่ขายให้ผู้ใช้รถ
      • Biodiesel, Premium Diesel ที่ขายให้ผู้ใช้รถ
      • Natural Gas ที่ขายเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้า
      • ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) ที่มีค่า Product Carbon Footprint ในช่วงของการใช้งานต่ำกว่าค่า Default ในระบบฐานข้อมูล SimaPro หรือ ก่อนมีการการปรับปรุงพัฒนา
      • ผลิตภัณฑ์ ที่ได้การรับรองฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
      • ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกลุ่ม ปตท. ภายใต้ตราสัญลักษณ์ GREEN FOR LIFE ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ต่อไปนี้
        • ลดการใช้พลังงาน (Reduced Energy Consumption) ในช่วงการใช้งาน
        • ผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) (ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์) เป็นศูนย์ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีการชดเชย (Offset) คาร์บอนทั้งหมด
  2. การติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระดับโลกและในระดับท้องถิ่นที่มีผลกระทบต่อความยั่งยืน เช่น กฎหมายกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ กลไกควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น Carbon Tax, Cap and Trade, Carbon Tax เป็นต้น แนวทางและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระดับสากล เช่น IPCC, WBCSD, CDP, DJSI, GRI, TCFD เป็นต้น ครอบคลุมถึงการเข้าร่วมการประชุม การร่วมรับฟังความคิดเห็นและการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐ องค์การมหาชน และอื่น ๆ ในประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

  3. การระบุความเสี่ยงและโอกาสระดับองค์กร ในประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ครอบคลุมความเสี่ยงและโอกาส ต่อไปนี้
    • ความเสี่ยงและโอกาสจากกฎหมายและข้อบังคับที่เปลี่ยนแปลง 
    • ความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของภูมิอากาศ 
    • ความเสี่ยงและโอกาสอื่นๆ
  4. การจัดทำร่างกลยุทธ์ โดยอาศัยข้อมูลจากขั้นตอนการติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระดับโลกและในระดับท้องถิ่นที่มีผลกระทบต่อความยั่งยืนองค์กร และการชี้บ่งความเสี่ยงและโอกาส โดยครอบคลุมการดำเนินงาน 2 ด้าน คือ
    • Mitigation Action: การดำเนินการเพื่อควบคุม ลด หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ เพื่อลดผลกระทบในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    • Adaptation Action: การดำเนินการเพื่อปรับตัวรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
  5. การติดตาม ทบทวนผลการดำเนินงานตามร่างกลยุทธ์และแผนงาน ตลอดจนถึงการรายงานผลการดำเนินงานไปสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอก

การประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กลุ่ม ปตท. ผนวกกระบวนการในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้ากับกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) และการบริหารจัดการความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management) ปตท. ได้นำกระบวนการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสภาพอากาศ (Climate scenario analysis) เข้ามาใช้ในการประเมินและเพื่อทำความเข้าใจว่า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้ง Physical และ Transition นั้นจะมีผลกระทบต่อการดำเนินธรุกิจในแต่ละช่วงเวลาอย่างไรใน 2 สถานการณ์ทางธุรกิจ ได้แก่ Balancing Case และ Low and Long โดย สถานการณ์ Balancing Case นั้นจะสอดคล้องกับมุมมองของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย NDC (Nationally determined contributions) และสอดคล้องกับมุมมองของ International Energy Agency (IEA) ในสถานการณ์ State Policy และ Current Policy  ส่วนสถานการณ์ Low and Long นั้นจะสอดคล้องกับมุมมองของ IEA ในสถานการณ์ Sustainable Development (SDS) และ 2 Degrees (2DC) ทั้งนี้การประเมินความเสี่ยงทั้ง Physical และ Transition จะครอบคลุม 3 กลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย และกลุ่มเทคโนโลยีและวิศวกรรม โดยการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้าน Physical นั้นจะเป็นในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ แต่การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้าน Transition จะมีทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยการวิเคราะห์ความเสี่ยงทั้งหมดยังคงอยู่ในระดับหน่วยธุรกิจ และยังไม่ได้มีการวิเคราะห์เชิงลึกในระดับสินทรัพย์ โดย ปตท. ได้พิจารณาปัจจัยความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสอดคล้องตามคำแนะนำของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) ประกอบด้วย

Transition Risk: ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้และการผลิตพลังงาน
  • Policy and Legal: เป็นการประเมินเชิงคุณภาพและให้ความสำคัญกับเป้าหมายและนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (ร่าง) พระราชบัญญัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับการจัดเก็บภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิ์การปล่อยการเรือนกระจกเป็นหลัก ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงจากนโยบาย เป้าหมาย แผนยุทธศาสตร์ และกฎหมายของหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทยที่ทำหน้าที่กำกับดูแล
  • Market: เป็นการประเมินเชิงปริมาณและให้ความสำคัญกับความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์และการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ในแต่ละสถานการณ์ทางธุรกิจเป็นหลัก ตลอดจนการเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้า เช่น ความต้องการเชื้อเพลิง Fossil ที่ลดลง 
  • Technology: เป็นการประเมินเชิงคุณภาพและให้ความสำคัญกับ เทคโนโลยีเกี่ยวกับคาร์บอนต่ำที่มาทดแทนธุรกิจที่พึ่งพาฟอสซิลเป็นหลัก เช่น รถไฟฟ้า แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง เป็นต้น 
  • Reputation: เป็นการประเมินเชิงคุณภาพแลบะให้ความสำคัญกับความต้องการและความคาดหวังของนักลงทุนเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ
Physical Risks: ความเสี่ยงทางกายภาพ
  • ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติทั้งแบบเฉียบพลัน เช่น  ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนสภาพอากาศที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เป็นต้น
Opportunities: โอกาส
  • เทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในราคาที่ถูกลง
  • โอกาสในการลงทุนในธุรกิจพลังงานทางเลือกหรือพลังงานหมุนเวียนที่เริ่มคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น
  • การเข้าถึงตลาดด้านพลังงานและผลิตภัณฑ์ที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
  • สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้

ที่ผ่านมา ปตท. มีการรายงานผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของธุรกิจโดยประยุกต์ใช้ Recommendation of the Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) มาอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการเข้ากับกระบวนการหลักขององค์กร ได้แก่ การวางแผนกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง เป็นต้น โดยเชื่อมโยงผลการดำเนินงานกับ 4 ข้อกำหนดหลัก ได้แก่ Governance, Strategy, Risk Management และ Metrics and Targets โดยความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศได้ถูกประเมินและใช้เป็นข้อมูลนำเข้าสำหรับการวางแผนกลยุทธ์ประจำปีพร้อมกับการวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Analysis) โดยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศบางส่วนจะได้รับการประเมินและเลื่อนระดับเป็นความเสี่ยงระดับองค์กร ซึ่วจะถูกบริหารจัดการผ่านกระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กร และรายงานผลการดำเนินงานเป็นประจำทุกเดือน สำหรับในปี 2563 ปตท. ได้ให้ความสำคัญในการปรับปรุงการดำเนินงานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้าน Strategy ให้มากขึ้น โดยทำการศึกษาและกำหนดแนวทางในการวิเคราะห์ผลกระทบทางด้านการเงินจากสถานการณ์ด้านสภาพอากาศ (Climate Scenario) ต่าง ๆ 3 สถานการณ์ ได้แก่ Business as Usual (BAU), Nationally Determined Contribution (NDC) และ 2˚C (2DC) โดยผลลัพธ์ คือ ปัจจัยขับเคลื่อนทางการเงินที่สำคัญ (Key Financial Driver) ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ด้านสภาพอากาศ เพื่อประเมินขนาดของผลกระทบทางการเงินจากความเสี่ยงและโอกาศที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผลการการดำเนินงานทางการเงินของ ปตท. ซึ่ง ปตท. จะนำไปประยุกต์ใช้ในการกำหนดสถานการณ์ด้านการวางแผนดำเนินธุรกิจ (Business Plan Scenario) เพื่อใช้ในการจัดทำกลยุทธ์และแผนธุรกิจในปีถัดไป ตลอนจนการนำไปเป็นข้อมูลป้อนเข้าสำหรับการประมาณการทางการเงิน (Financial Projection) และการวางแผนทางการเงิน (Financial Planning)

กลุ่ม ปตท. มีการประเมินและมีการรายงานผลการประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่คณะกรรมการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทราบผ่านแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/ รายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report)  โดยมีการกำหนดมาตรการเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการเป็นบริษัทพลังงานไทยข้ามชาติชั้นนำ ที่ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมให้ปรากฏเป็นรูปธรรม ทั้งพลังงานทางเลือก เช่น น้ำมันแก๊สโซฮอล E20, น้ำมันแก๊สโซฮอล E85, PTT UltraForce Diesel B10, Diesel B20 วัสดุสังเคราะห์จากชีวภาพที่นำไปใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทันสมัย มีน้ำหนักเบา ทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถังก๊าซธรรมชาติเหลว พีทีที คอมโพสิต พลัส แก้วกาแฟ และถังป๊อปคอร์นจากวัสดุชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ รวมไปถึงการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ และการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

สำหรับการประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ปฏิบัติการ ปตท. พิจารณาถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม เป็นต้น โดยการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและดำเนินการที่เหมาะสม เพื่อรับมือและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงเหล่านี้ ด้วยระบบบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ทั้งจากธรรมชาติและจากมนุษย์ ทั้งนี้ แต่ละกลุ่มธุรกิจจะเป็นผู้รับผิดชอบในการติดตามการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเป็นประจำทุกไตรมาส การกำหนดเป้าหมายสำหรับมาตรการปรับตัวต่อความเสี่ยงทางกายภาพกับการดำเนินงานที่มีอยู่และการดำเนินงานใหม่จะดำเนินการภายในกรอบเวลา 5-10 ปี

มาตรฐานและเครื่องมือการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม ปตท.

กลุ่ม ปตท. จัดทำบัญชีและรายงานข้อมูลการปล่อย การดูดซับ และการกักเก็บปริมาณก๊าซเรือนกระจกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3) อีกทั้งมีการทวนสอบโดยหน่วยงานอิสระภายนอกเป็นประจำทุกปี

นอกจากนี้ ปตท. ยังจัดทำมาตรฐานการจัดทำและรายงานโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน ISO14064-2 และบูรณาการมาตรฐานดังกล่าวเข้ากับระบบเครื่องมือจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นมาตรฐานให้กลุ่ม ปตท. ในการประเมินปริมาณและวิเคราะห์แนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากล

  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2)
    • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) จากพื้นที่ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการเผาไหม้ การแยกคาร์บอนไดออกไซด์ การปล่อยไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนและซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ การรั่วซึมของก๊าซ การรั่วไหลของก๊าซ การเผาก๊าซ และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการต่าง ๆ
    • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (ขอบเขตที่ 2) เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการซื้อไฟฟ้า ความร้อนและไอน้ำมาใช้ในองค์กร
    • ปตท. มีแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในการดำเนินธุรกิจ ทั้งจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิง การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม และการใช้ประโยชน์จากความร้อนเหลือทิ้ง เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Scope 3)
    • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3) ของ ปตท. ครอบคลุมการขนส่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ การเดินทางของพนักงานโดยเครื่องบิน ไปจนถึงการเผาไหม้ผลิตภัณฑ์ที่ ปตท. จำหน่าย
    • ปตท. มีแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3) โดยมุ่งเน้นการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ผ่านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์แนวโน้มความต้องการของตลาดที่สอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์ Pride and Treasure of Thailand และแผนการพัฒนาพลังงานทางเลือก อีกทั้งมีแผนการขยายการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในระยะยาวเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการปริมาณเชื้อเพลิงชีวภาพที่สูงขึ้นของประเทศ


ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

สรุปความก้าวหน้าในการดำเนินงาน

ประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ ปตท. ตระหนักและบริหารจัดการโดยยึดหลักตามกรอบบริหารจัดการความยั่งยืนกลุ่ม ปตท. โดยมีการวางองค์ประกอบและแนวทางที่ควรปฏิบัติในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนี้ กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับเป้าหมายของกลุ่ม ปตท. จัดให้มีการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) ทางด้านผลกระทบในรูปการเงิน และมีการพิจารณาการวางแผนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โครงการใหม่ การขยายโครงการหรือการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ รวมทั้งประยุกต์ใช้และดำเนินงานตามแผนงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในปี 2563 ได้ดำเนินการทบทวนค่าเป้าหมายและดำเนินงานที่สำคัญตามกลยุทธ์ PTT Group Clean & Green ใน 3 แนวทาง ดังนี้

แนวทางการดำเนินงานเป้าหมายการดำเนินงานที่สำคัญ
การควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม ปตท. ลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับการดำเนินงานปกติ จากปีฐาน 2555 ภายในปี 2573
  • ควบคุมความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับหน่วยธุรกิจและในระดับบริษัท Flagship
  • การนำแนวคิดเรื่อง Circular Economy มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยใช้หลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) และการใช้พลังงานและวัสดุหมุนเวียน เช่น โครงการแก้วแลกยิ้ม
  • ลดปริมาณของเสีย หรือนำของเสีย กลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านการ Reuse Recycle เท่ากับ 1,680 ตัน นำไปเป็นเชื้อเพลิง(Recovery heat) เท่ากับ 7,100 ตัน
  • การลดปริมาณของเสีย หรือนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์
  • การใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น การติดตั้งระบบเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับใช้ในพื้นที่อาคารสำนักงานและสถานีบริการ เป็นต้น
  • เพิ่มสัดส่วนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม ปตท. เป็นร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานตามปกติ จากปีฐาน 2555 ในปี 2573
การเพิ่มปริมาณผลิตภัณฑ์สะอาดและคาร์บอนต่ำ
  • เพิ่มสัดส่วนรายได้ของผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำภายในปี 2566
  • การเพิ่มการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจห่วงโซ่คุณค่าด้านไฟฟ้า (Electricity Value Chain)
  • การศึกษาและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า
  • การพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการใช้งาน เช่น แก๊สโซฮอล์ 91, 95, E20, E85, ไบโอดีเซล B10, B20 และอัลตร้าฟอร์ซ ดีเซล โดยสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงของการใช้งานผลิตภัณฑ์ได้ประมาณ 3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
การทำธุรกิจใหม่ที่สะอาดและคาร์บอนต่ำ
  • นำกลไกราคาคาร์บอนเพื่อประกอบการพิจารณาลงทุน โดยให้มีการพิจารณาและอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูง
  • การทำธุรกิจที่มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตามแนวทาง Circular Economy เช่น การเตรียมตั้งโรงงานรีไซเคิลพลาสติกครบวงจรระดับสากลขนาดใหญ่สุดในประเทศ เป็นต้น

การเข้าร่วมโครงการ CDP ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เป้าหมายปี 2563ผลการดำเนินงานปี 2563
ดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ผ่าน CDP เป็นประจำทุกปี C

ความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจกรรมของ กลุ่ม ปตท. ทั้งทางตรงและทางอ้อม (Scope 1 และ 2): กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ



ความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจกรรมของ กลุ่ม ปตท. ทั้งทางตรง ทางอ้อม และการเผาไหม้ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่ ปตท. จำหน่าย (Scope 1, 2 และ 3)

หมายเหตุ : ขอบเขตข้อมูลครอบคลุมบริษัทในประเทศไทยที่ ปตท. ถือหุ้นทางตรงมากกว่าร้อยละ 20 และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือถือหุ้นทางอ้อมร้อยละ 100

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อมกลุ่ม ปตท.1 : ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทา​​งตรง (Scope 1)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม(Scope 2)



การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่ ปตท. จำหน่าย (Scope 3) (2,3)


หมายเหตุ:

1 ขอบเขตข้อมูลครอบคลุมบริษัทในประเทศที่ ปตท. ถือหุ้นทางตรงมากกว่าร้อยละ 20 และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หรือถือหุ้นทางอ้อมร้อยละ 100
2 ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 3) ครอบคลุมการเผาไหม้ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่ ปตท. และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) จำหน่าย (ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันอากาศยาน น้ำมันเตา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และน้ำมันก๊าด) โดย ปตท. บริหารจัดการปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 3) ผ่านการตั้งเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม (Scope 1 และ 2) ของ ปตท. ต่อปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ ปตท. ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบการประเมินคุณภาพรัฐวิสาหกิจ
3 ขอบเขตข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 3) ครอบคลุม ปตท., และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) 


ขอบเขตข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 3) ครอบคลุม ปตท., และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

Total direct methane emissions (Metric tonnes)


Total non-renewable energy consumption (MWh)

การนำแนวทางการใช้กลไกราคาคาร์บอน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุนของ ปตท.

การใช้กลไกราคาคาร์บอน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุน ของ ปตท. เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันจะช่วยลดผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และช่วยให้การดำเนินธุรกิจของ ปตท. มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) สอดคล้องตาม PTT Group Clean & Green Strategy โดยผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการบริหารการลงทุน (SIMC) และผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจัดการของ ปตท. ในปี 2563 มีโครงการที่นำกลไกราคาคาร์บอนไปประยุกต์ใช้และผ่านการอนุมัติการลงทุน ได้แก่ โครงการปรับปรุงระบบ Chiller Water System ของ บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จํากัด

แนวทางการใช้กลไกราคาคาร์บอน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุน ของ ปตท. มีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้

  • การใช้กลไกราคาคาร์บอน เพื่อประกอบการพิจารณาการลงทุน จะใช้กับโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการดำเนินธุรกิจของ ปตท. ทางตรงและทางอ้อม
  • รูปแบบการใช้กลไกราคาคาร์บอน เป็นแบบราคาเงา (Shadow Price) ซึ่งคณะกรรมการบริหารการลงทุน ใช้เป็นส่วนหนึ่งเพื่อประกอบการพิจารณาการลงทุนที่ราคาคาร์บอน มูลค่า 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับ ปตท. จากการประยุกต์ใช้แนวทางการใช้กลไกราคาคาร์บอนฯ

  • เป็นแนวทางที่ช่วยให้ ปตท. มีการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
  • สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะนักลงทุน โดยแสดงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจของ ปตท. ที่มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon society)