Sustainability

Human Rights Management

Sustainability

การบริหารจัดการสิทธิมนุษยชน

การกำกับดูแลด้านสิทธิมนุษยชน

ความมุ่งมั่น

ปตท. เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนต่อความยั่งยืนขององค์กร จึงได้วางรากฐานให้การเคารพสิทธิมนุษยชนเป็นแนวปฏิบัติขั้นพื้นฐานของ ปตท. โดยยึดปฏิบัติตามหลักการด้านสิทธิมนุษยชนที่ระบุไว้ตามกฎหมายและเป็นมาตรฐานในระดับสากล เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (United Nations Universal Declaration of Human Rights: UNUDHR) หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGP) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) เป็นต้น อีกทั้งได้เข้าร่วมเป็นภาคีของ United Nations Global Compact (UNGC) และสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็ก ประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) นอกจากนี้ ปตท. ยังมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลป้อนกลับกับภาครัฐเพื่อสนับสนุนการจัดทำแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย (National Action Plan on Business and Human Rights: NAP) และแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 4

ทั้งนี้ ปตท. ประกาศนโยบายและกรอบการบริหารจัดการความยั่งยืน (Sustainability Management Policy and Framework) และกำหนดให้ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของกรอบการบริหารจัดการความยั่งยืนกลุ่ม ปตท. พร้อมทั้งผลักดันให้บริษัทในกลุ่มประยุกต์ใช้และปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว โดยที่บริษัทในกลุ่มจำเป็นต้องเปิดเผยการประเมินความเสี่ยง รวมถึงแผนการบรรเทาความเสี่ยง เพื่อความโปร่งใส


การสร้างวัฒนธรรมด้านสิทธิมนุษยชน

บทบาทและความรับผิดชอบของคณะกรรมการและผู้บริหาร

สำหรับการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่ม ปตท. นั้น คณะกรรมการ ปตท. ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี เป็นผู้กำกับดูแลนโยบาย และการบริหารจัดการความยั่งยืนของกลุ่ม ปตท. ซึ่งครอบคลุมการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนตลอดสายโซ่อุปทานของกลุ่ม ปตท. โดยมีสายงานบริหารองค์กรและความยั่งยืน ประกอบด้วยรองกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กรและความยั่งยืน ทำหน้าที่กำกับดูแลและพัฒนากระบวนการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน นอกจากนั้น ยังกำหนดให้ฝ่ายระบบบริหารองค์กรเป็นผู้ควบคุมดูแลการดำเนินงานตามระบบการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนกลุ่ม ปตท. รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นประจำทุกไตรมาส รวมถึงถ่ายทอดนโยบายไปยังหน่วยงานผู้รับผิดชอบในระดับ Function ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามแนวทางการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล

ทั้งนี้คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีได้ติดตามความคืบหน้าและให้ความเห็นต่อแผนการดำเนินงาน เป้าหมายประจำปี ผลการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน และแผนบริหารจัดการความเสี่ยง โดยในปี 2561 ได้เห็นชอบให้ทบทวนระบบบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนกลุ่ม ปตท. (PTT Group Human Rights Management System) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2562 นอกจากนี้ยังมีการรายงานการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่มีนัยสำคัญต่อองค์กรไปยังคณะกรรมการ ปตท. โดยตรง เช่น ประเด็นเรื่องการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความปลอดภัย และการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นต้น

​โครงสร้างการกำกับดูแลตัวชี้วัดผลการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน
คณะกรรมการ ปตท.* ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
อัตราการบาดเจ็บ (TRIR)
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กรและความยั่งยืน ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (LTA)
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กรและความยั่งยืน ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (LTA)
ผู้จัดการฝ่ายระบบบริหารองค์กร ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (LTA)

*หมายเหตุ :

มีการกำหนดตัวชี้วัดตามแผนปฏิบัติการราชการและตัวชี้วัดขององค์กรให้เชื่อมโยงกับการดำเนินงานของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ซึ่งทำหน้าที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ปตท.


การสื่อสารและอบรม

เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ปตท. จึงสร้างความตระหนักรู้ให้แก่พนักงานทุกคนภายในองค์กรอย่างสม่ำเสมอ ผ่านการสื่อความทางบทความ วารสาร และอีเมล PR ภายในให้เข้าใจง่าย ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับหลักการ แนวทาง ระบบการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน และกรณีศึกษาจากธุรกิจต่างๆ อีกทั้งมีการจัดหลักสูตรการบริหารจัดการความยั่งยืนกลุ่ม ปตท. และหลักสูตรความรู้พื้นฐานสำหรับระบบบริหารจัดการของ ปตท. (PTT Integrated Management System: PIMS) ที่มีเนื้อหาครอบคลุมการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจ รวมทั้งตัวอย่างแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชน โดยดำเนินการอบรมมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน รวม 47 รุ่น มีพนักงานที่ผ่านการอบรมคิดเป็นร้อยละ 78 ของจำนวนพนักงานทั้งหมด

ในปี 2560 ได้มีการจัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” ให้แก่ผู้บริหารและพนักงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน เช่น หน่วยงานกำกับกฎหมายและกฎระเบียบองค์กร กิจการเพื่อสังคม จัดหาเชิงกลยุทธ์ กรรมสิทธิ์ที่ดิน ความมั่นคงปลอดภัย บริหารความสัมพันธ์ลูกค้า สื่อสารองค์กร เป็นต้น โดยมีเนื้อหาการเสวนาที่ครอบคลุมภาพรวมการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนในระดับสากล ทิศทางการดำเนินงานของภาครัฐ และการส่งต่อประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนกับภาคธุรกิจสู่ภาครัฐวิสาหกิจ

สำหรับการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ปตท. ระบุให้บริษัทรักษาความปลอดภัยต้องดำเนินการฝึกอบรมความรู้ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานให้แก่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามข้อกำหนดงานจ้าง โดยเน้นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ได้แก่ ความมั่นคงปลอดภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน ไม่ใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น แม้ผู้กระทำผิด เจ้าหน้าที่ รปภ. ไม่มีสิทธิ์จับกุมผู้ใด ยกเว้นผู้กระทำผิดซึ่งหน้าในสถานที่ของ ปตท. และผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิ์ที่จะได้รับการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมาย


พันธมิตรทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ปตท. ส่งเสริมและผลักดันให้พันธมิตรทางธุรกิจของ ปตท. ดำเนินงานโดยให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติตามแนวทางด้านสิทธิมนุษยชนของ ปตท. โดยเริ่มจากการคัดเลือกผู้ค้าตามหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (Environment, Social and Governance: ESG) นอกเหนือไปจากเกณฑ์พื้นฐานด้านคุณภาพและการเงิน นอกจากนี้ยังมีการกำหนดแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า (Sustainable Supplier Code of Conduct) ซึ่งครอบคลุมประเด็น เช่น สิ่งแวดล้อม สิทธิแรงงาน จริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น ให้มีผลบังคับใช้กับผู้ค้าที่ทำสัญญากับ ปตท. ในวงเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป และ/หรือ งานที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้ค้าที่ต้องการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ค้ากับ ปตท. ทั้งยังมีการติดตามผลการดำเนินงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าที่สำคัญและมีความเสี่ยงสูง ให้ปรับปรุงการดำเนินงานและหลีกเลี่ยงการสร้างผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม


การตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน

การบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่ม ปตท.

ในปี 2559 ปตท. ได้จัดตั้งระบบบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนกลุ่ม ปตท. (PTT Group Human Rights Management System) เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม ปตท. และช่วยสนับสนุนการทำงานของกลุ่ม ปตท. ในการประยุกต์ใช้ขั้นตอนการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่จำเป็น ครอบคลุมกิจกรรมทั้งหมดของกลุ่ม ปตท. ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดวงจรชีวิตของการดำเนินงาน เช่น การควบรวม การซื้อกิจการ การก่อสร้าง จนถึงการยกเลิกกิจการ โดย ปตท. ได้ประกาศใช้ระบบดังกล่าว และสื่อความไปยังบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม


ภาพที่ 1 ภาพรวมของการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่ม ปตท

เอกสารอ้างอิง: ระบบการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนกลุ่ม ปตท. [PTT Group Human Rights Management System]


การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน

ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนสำหรับกลุ่ม ปตท. ได้ถูกผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management) โดยได้จัดให้อยู่ในการบริหารความเสี่ยงระดับสายงาน (Functional level) ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับสายงานสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยแผนการบริหารความเสี่ยง และรายงานต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ก่อให้เกิดข้อร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีผลกระทบและความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ปตท. จะพิจารณาให้มีการจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในระดับที่สูงขึ้น ได้แก่ ระดับหน่วยธุรกิจและสายงานสนับสนุน (Business unit & support functional level) และระดับองค์กร (Corporate level) ตามลำดับ

ปตท.จัดทำการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนสำหรับกลุ่ม ปตท. ตั้งแต่ปี 2558 โดยมีการทบทวนพื้นที่ปฏิบัติการและประเมินความเสี่ยงครั้งล่าสุดในปี 2561 การประเมินความเสี่ยงนี้ครอบคลุมกิจกรรมต่าง ๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรม และพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมดรวม 117 พื้นที่ ใน 29 ประเทศที่ ปตท. ดำเนินธุรกิจ กระบวนการครอบคลุมถึงการระบุประเด็นสำคัญ ผลกระทบต่อกลุ่มเสี่ยง และความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลกระทบในระดับประเทศการดำเนินธุรกิจ และพื้นที่ปฏิบัติการ ทั้งนี้กลุ่มเสี่ยงรวมถึง ผู้หญิง กลุ่มชนพื้นเมือง แรงงานต่างชาติ เพศที่สาม กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และเด็ก โดยมีวัตถุประสงค์ของการประเมินความเสี่ยงคือเพื่อให้มีการรวบรวมรายงานความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนขององค์กรควบคู่ไปกับรายงานความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนของแต่ละโครงการ

การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน มีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้

1. การกำหนดขอบเขตธุรกิจของกลุ่มบริษัท

2. การกำหนดบริบทด้านสิทธิมนุษยชน

3. การระบุ/ประเมินประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในระดับพื้นที่ปฏิบัติการ และสิทธิที่เกี่ยวข้องในระดับบุคล

4. การประเมินความเสี่ยง

5. การระบุการควบคุมและบรรเทาความเสี่ยง

6. การประเมินค่าความเสี่ยงคงเหลือ

7. การติดตามและทบทวน


การประเมินคะแนนความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนดำเนินการโดยพิจารณาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ ผลกระทบและความเป็นไปได้


ระดับการวัดความเสี่ยง : ผลกระทบ

การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนของ ปตท.

ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนมีปัจจัยหลายอย่างรวมถึง ขนาด ขอบข่าย และข้อจำกัดของความสามารถในการแก้ไขผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นให้กลับไปมีสภาพดังเดิม

ระดับของผลกระทบ​ลักษณะของผ​ลกระทบ​
1. Critical
  • ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนส่งผลกระทบในวงกว้างหรือส่งผลต่อกลุ่มประชากร ที่เกินกว่าขอบเขตของพื้นที่ปฏิบัติการ
  • บริษัทไม่สามารถควบคุมหรือบรรเทาผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อฟื้นฟูให้ผู้ที่ถูกละเมิด สิทธิมนุษยชนได้สิทธินั้นกลับคืนมาได้
  • ผลกระทบ / เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับด้านสิทธิมนุษยชนมีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอกที่เป็นอิสระ และมีความน่าเชื่อถือ เพื่อไกล่เกลี่ยปัญหาร่วมกับบริษัทอิสระ และมีความน่าเชื่อถือ เพื่อไกล่เกลี่ยปัญหาร่วมกับบริษัท
2. Major
  • บริษัทมีความจงใจในการให้ความช่วยเหลือ หรือ ให้การสนับสนุนการดำเนินงานที่ก่อให้เกิดการละเมิดด้านสิทธิมนุษยชน(Legal Complicity)
  • ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นผลจากการดำเนินงานของบริษัทหรือห่วงโซ่มูลค่าของบริษัท ส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ปฏิบัติการส่วนเสียในพื้นที่ปฏิบัติการ
  • บริษัทมีความขัดแย้งด้านสิทธิมนุษยชนกับกลุ่มเสี่ยง (Vulnerable Group)
3. Moderate
  • บริษัทได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินงานที่ก่อให้เกิดการละเมิดด้านสิทธิมนุษยชนโดยหน่วยงานอื่น (Non-legal Complicity)
  • บริษัทไม่สามารถตอบสนองต่อข้อกังวลที่เกี่ยวข้องกับด้านสิทธิมนุษยชนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในหรือภายนอกได้ concerns raised by internal or external individuals or groups
4. Minor
  • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภายในหรือภายนอก ได้รับการป้องกันแก้ไข โดยกลไกการจัดการข้อร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพของบริษัท

ระดับการวัดความเสี่ยง : ความเป็นไปได้

ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนมีปัจจัยหลายอย่างรวมถึง ขนาด ขอบข่าย และข้อจำกัดของความสามารถในการแก้ไขผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นให้กลับไปมีสภาพดังเดิม

ระดับของผลกระทบ​ลักษณะของผ​ลกระทบ​
1. มีความเป็นไปได้สูง (>25%)
  • เหตุการณ์เกิดขึ้นภายในพื้นที่ปฏิบัติการหลายครั้งต่อปี (>25%)
2. มีความเป็นไปได้ (10-25%)
  • เหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ปฏิบัติเป็นครั้งคราว (10-25%)
3. มีความเป็นไปได้ต่ำ (1-10%)
  • เหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ปฏิบัติการน้อยมาก แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น (1-10%)
4. มีความเป็นไปได้ต่ำ (1-10%)
  • หตุการณ์เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมที่เป็นประเภทเดียวกับพื้นที่ปฏิบัติการ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวมีความเป็นไปได้น้อยที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ปฏิบัติการ (<1%)

ปตท. ระบุกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อาจได้รับผลกระทบจากการประเมินสาระสำคัญองค์กร โดยประเมินความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การประชุม การรับข้อร้องเรียน และการประเมินผ่านแบบประเมิน แล้วนำมาจัดลำดับความสำคัญต่อองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้สามารถบริหารจัดการประเด็นต่างๆ ได้อย่างสมดุล โดยผลการประเมินสาระสำคัญ 5 ลำดับแรกขององค์กร พบว่ามี 4 ประเด็นที่มีความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงปลอดภัยและการจัดการภาวะวิกฤต องค์กรที่ดีของสังคม และการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน



การบริหารจัดการข้อร้องเรียนและการเยียวยา

การบริหารจัดการข้อร้องเรียน

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียช่องทางการรับเรื่องร้องเรียน
พนักงาน
  • สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
  • ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลของแต่ละหน่วยธุรกิจโดยตรง
  • ส่วนแรงงานสัมพันธ์โดยผ่านระบบข้อร้องเรียนแรงงานสัมพันธ์ทางอินเทอร์เน็ตหรือทางโทรศัพท์
  • คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ผ่านตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง
  • คณะกรรมการร่วมปรึกษาหารือ (Joint Consultation Committee: JCC)
  • สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น pttvoice@pttplc.com ระบบข้อร้องเรียนด้านแรงงานสัมพันธ์
  • จริยธรรมและจรรยาบรรณ
คู่ค้า ลูกค้า และบุคคลภายนอก
  • ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (โทร 1365)
    ส่งจดหมายร้องเรียนได้โดยตรงไปยังประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. คณะกรรมการตรวจสอบ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สำนักตรวจสอบภายใน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ทรัพยากรบุคคลองค์กร หรือผู้จัดการฝ่ายสำนักกรรมการผู้จัดการใหญ่และเลขานุการบริษัท และฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์
  • ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้หลากหลายช่องทาง เช่น www.pttplc.com, www.pttbluecard.com, Facebook PTT News, We love PTT, PTT Blue Society และ PTT Blue Card Application เป็นต้น
  • การประชุมร่วมกับคู่ค้า
ชุมชนรอบสถานประกอบการของ ปตท.
  • จัดพนักงานชุมชนสัมพันธ์ลงพื้นที่ร่วมกับชุมชนตามแผนที่กำหนดของแต่ละพื้นที่ เพื่อรับเรื่องร้องเรียน รวมถึงความต้องการ และความคาดหวัง รวมถึงผลกระทบจากการดำเนินงานที่อาจเกิดขึ้น เพื่อนำมาดำเนินการแก้ไข รวมถึงออกแบบช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียน และช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ต่อไป

ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องผู้ร้องเรียน โดยกำหนดกระบวนการในการปกป้องผู้ร้องเรียนรวมถึงมีมาตรการในการคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ร้องเรียน หรือผู้ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลเบาะแสที่เกี่ยวข้อง และได้กำหนดระยะเวลาในการจัดการข้อรองเรียนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยข้อร้องเรียนของพนักงาน มีกำหนดระยะเวลาในแต่ละขั้นตอนอยู่ที่ไม่เกิน 30 วัน ในขณะที่ข้อร้องเรียนจากภายนอกจะมีการตรวจสอบ แก้ไขปัญหา และแจ้งผลของการดำเนินงานกลับสู่ผู้ร้องเรียนภายใน 7 วันทำการ สำหรับปี 25610 ไม่พบข้อร้องเรียนที่เกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกประเด็น หรือการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน


การเยียวยา

ปตท.ให้ความสำคัญกับกระบวนการในการปกป้องและเยียวยาผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินงาน สิทธิชุมชน โดยจัดให้มีช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียนเฉพาะในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินและภาวะวิกฤติในแต่ละพื้นที่ และกำหนดรูปแบบให้มีการเยียวยาอย่างทันที (Access to remedy) ทั้งทางรูปแบบตัวเงิน อาทิ การจ่ายเงินชดเชย การสนับสนุนเงินช่วยเหลือ และไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การจัดตั้งจุดรับเรื่องร้องเรียนฉุกเฉิน เพื่อสนับสนุนและให้การเยียวยาในเบื้องต้น การให้คำแนะนำ หรือสนับสนุนโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้คำแนะนำ รวมทั้งการจัดตั้งจุดรับเรื่องร้องเรียนฉุกเฉิน เพื่อสนับสนุนและให้การเยียวยาในเบื้องต้น โดยจัดเตรียมช่องทางการสื่อสารเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบสามารถแจ้งข้อร้องเรียนไปยังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของแต่ละโครงการหรือแจ้งที่ช่องทาง Call Center ของ ปตท. ซึ่ง ปตท. จะดำเนินการวิเคราะห์หาสาเหตุ ดำเนินการแก้ไขและป้องกันตามขั้นตอนต่อไป ในกรณีที่กระบวนการปกป้องและเยียวยาไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในเบื้องต้น ปตท. จะกำหนดกลไกในการปกป้องและเยียวยาโดยการรับเรื่องร้องเรียนแบบใช้คณะทำงานไตรภาคี ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ผู้แทนจากหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันบริหารจัดการด้วยวิธีที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ เพื่อความพึงพอใจของทุกฝ่ายต่อไป





ผลการดำเนินงาน

สรุปความก้าวหน้าในการดำเนินงาน

ปตท. จัดทำแผนการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนโดยพิจารณาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่มีความเปราะบาง เช่น พนักงาน ผู้ค้า เด็ก ชนเผ่าท้องถิ่น แรงงานอพยพ แรงงานจ้างเหมาโดยบุคคลที่สาม ชุมชนท้องถิ่น ผู้หญิง เพศที่สาม และผู้พิการ จากผลการประเมินล่าสุดในปี 2561 ธุรกิจการให้บริการ การค้าและการตลาด มีความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ ธุรกิจปลายน้ำ เช่น ปิโตรเคมีและการผลิตไฟฟ้า มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่ธุรกิจต้นน้ำ เช่น การขุดเจาะและผลิต ถ่านหิน เหมือง และท่อส่งก๊าซธรรมชาติ มีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง ประเด็นความเสี่ยงที่พบ ได้แก่ สิทธิแรงงาน สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย ผลกระทบต่อสุขภาพ และสิทธิชุมชน โดยพบว่ามี 9 พื้นที่ คิดเป็นร้อยละ 8 ของพื้นที่ที่ประเมินทั้งหมด ซึ่งดำเนินการอยู่ใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว และฟิลิปปินส์ มีประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่อยู่ในระดับที่ต้องมีการติดตาม ทั้งนี้ พื้นที่ทั้งหมดที่มีโอกาสมีความเสี่ยงสูงในปี 2561 ได้จัดทำแผนการบรรเทาความเสี่ยงครบถ้วนร้อยละ 100 แล้วเสร็จ

ประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นได้ร้อยละของจำนวนพื้นที่ทั้งหมดที่ผ่านการประเมินใน 3 ปีที่ผ่านมาร้อยละของพื้นที่ที่อาจมีประเด็นความเสี่ยงร้อยละของความเสี่ยงที่มีแผนเเละกระบวนการจัดการแผนการบรรเทาความเสี่ยงสำหรับพื้นที่ที่อาจมีประเด็นความเสี่ยง
กลุ่มที่ ปตท. บริหารจัดการเอง รวมบริษัทร่วมทุนที่ ปตท. กำกับดูแล
  • สิทธิแรงงาน
  • สิทธิชุมชน
  • สายโซ่อุปทาน
  • สิ่งแวดล้อม
  • ความมั่นคงปลอดภัย
  • สิทธิลูกค้าและผู้บริโภค
117 พื้นที่จากจำนวนรวม
117 พื้นที่คิดเป็นร้อยละ 100
8 100
  • ดำเนินงานตามระบบบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนกลุ่ม ปตท.
  • ปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้าด้านสิทธิมนุษยชน
  • จัดอบรมและสร้างความตระหนักรู้ด้านสิทธิมนุษยชนกับการดำเนินธุรกิจ
  • การทบทวนนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและการกำหนดแนวทางป้องกันเรื่องการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน
ผู้รับเหมาและผู้ค้า
ในระดับที่ 1
  • ความปลอดภัย และอาชีวอนามัยในการทำงาน
  • การจ้างงานเเละสภาพ
  • เเวดล้อมในการทำงาน
  • สิทธิชุมชน
  • สิ่งเเวดล้อม
30 พื้นที่จากจำนวนรวม
30 พื้นที่คิดเป็นร้อยละ 100
1 100
  • การจัดทำประกันอาคารและทรัพย์สิน
  • การจัดทำแผนพัฒนาศักยภาพพนักงาน
  • การจัดทำข้อมูลสถิติความปลอดภัยในการทำงาน
  • การทำแผนตรวจวัดแอลกอฮอล์ และตรวจหาสารเสพติด
  • การจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการปฐมพยาบาล
  • การจัดทำรายการตรวจสอบสภาพของถังดับเพลิงทุกถัง
  • การกำหนดเป้าหมายในการลดใช้พลังงานไฟฟ้าและก๊าซเรือนกระจก
  • การจัดทำรายการการใช้ไฟฟ้า น้ำประปา น้ำมัน รายเดือน
บริษัทร่วมทุนที่ ปตท.
ไม่ได้กำกับดูแล
  • สิทธิชุมชน
  • สายโซ่อุปทาน
  • สิ่งแวดล้อม

กรณีศึกษา : สิทธิมนุษยชนกับการดำเนินโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ

ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ปตท. มีภารกิจเพื่อดำเนินงานด้านโครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติตามแผนระบบรับส่งและโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ปตท. ตระหนักและใส่ใจถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมดังกล่าว ในทุกระยะของการดำเนินโครงการ จึงได้ประยุกต์ใช้หลักการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) ตามหลักการ UNGPs ครอบคลุมการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้ง 3 เส้น ได้แก่

  • โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก นครราชสีมา (ระยะที่ 2) ครอบคลุมพื้นที่ 5 ตำบล 4 อำเภอ ใน 1 จังหวัด รวมระยะทาง 33 กิโลเมตร
  • โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก เส้นที่ 5 ครอบคลุมพื้นที่ 104 ตำบล 29 อำเภอ ใน 8 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และนนทบุรี รวมระยะทาง 415 กิโลเมตร
  • โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกจากสถานีควบคุมความดันก๊าซธรรมชาติราชบุรี-วังน้อยที่ 6 ครอบคลุมพื้นที่ 34 ตำบล 8 อำเภอ ใน 4 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี

ข้อมูลเพิ่มเติม ที่นี่

โดยพบประเด็นความเสี่ยงตามบริบทด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในระดับกลุ่มอุตสาหกรรม และความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในระดับบุคคล ดังนี้

ขอบเขต/บริบทด้านสิทธิมนุษยชนประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่พบ
ระดับประเทศ : ประเทศไทย
(อ้างอิงจาก Human Rights Watch World Report 2018)
  • เสรีภาพในการแสดงออก
  • การขาดความรับผิดต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความรุนแรง
  • นักปกป้องสิทธิมนุษยชน
  • ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง และคนงานข้ามชาติ
  • นโยบายต่อต้านยาเสพติด
ระดับกลุ่มอุตสาหกรรม : อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ
(อ้างอิงจาก Business & Human Rights Resource Center และ OHCHR)
  • สุขภาพและความปลอดภัย
  • ความปลอดภัยในการดำเนินธุรกิจ
  • การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
  • สิทธิชุมชน (มาตรฐานการครองชีพ และสิทธิชนกลุ่มน้อยและชนพื้นเมือง)
ระดับบุคคล :
(อ้างอิงจาก Guide to Human Rights Impact Assessment and Management โดย IFC)
  • สิทธิที่จะไม่ตกอยู่ในความเป็นทาส สภาวะจำยอม หรือแรงงานบังคับ
  • สิทธิในการทำงาน
  • สิทธิที่จะเลือกงานในเงื่อนไขที่ยุติธรรมและเอื้ออำนวยต่อการทำงาน
  • สิทธิด้านสุขภาพ
  • สิทธิของชนกลุ่มน้อย

ประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่พบเหล่านี้จะถูกนำมาประเมินค่าความเสี่ยงโดยพิจารณาจากปัจจัยสองด้าน คือ โอกาสและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เมื่อดำเนินการประเมินค่าความเสี่ยงแล้วเสร็จ ปตท. จะจัดทำมาตรการในการควบคุม/บรรเทา โดยบูรณการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ร่วมกับการบริหารโครงการ เพื่อทำให้มั่นใจว่าความเสี่ยงที่พบได้รับการดูแลและควบคุมให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ผ่านกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในพื้นที่ รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องและอาจได้รับผลกระทบ

ปตท. ได้ดำเนินการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และกำหนดกระบวนการรับฟังความเห็นและข้อห่วงกังวลจากชุมชน เพื่อกำหนดแนวทางและการปรับเส้นทางแนวการวางท่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนกำหนดให้มีกระบวนการตรวจติดตาม สอบถามคะแนนความพึงพอใจ และมีการติดตามข้อร้องเรียนเป็นประจำทุกเดือน

เพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการดังกล่าว ปตท. กำหนดให้มีช่องทางการติดต่อสื่อสารที่เข้าถึงได้ง่าย อาทิ หมายเลขแจ้งเหตุฉุกเฉินประจำพื้นที่ การประสานงานกับกลุ่มผู้นำชุมชน และ PTT Contact Center ทั้งทางโทรศัพท์ และ Website รวมทั้งมีพนักงานชุมชนสัมพันธ์ เข้าพบปะชุมชนและผู้เกี่ยวข้องเป็นประจำทุกเดือน เพื่อสอบถาม ติดตาม ข้อห่วงกังวล ข้อร้องเรียน หรือความคาดหวัง และระดับความพอใจของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าสู่กระบวนการปรับปรุง และแก้ไขปัญหา ลดข้อห่วงกังวลที่เกิดขึ้นให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ