ความยั่งยืน

การกำกับดูแลกิจการที่ดี

ความยั่งยืน

การกำกับดูแลกิจการที่ดี

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน





โอกาสและความท้าทาย

การยึดมั่นและปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจอย่างเคร่งครัด รวมถึงการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของการกำกับดูแลกิจการที่ดี เช่น หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หลักการและแนวทางกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนแนวปฏิบัติและระบบการประเมินคุณภาพรัฐวิสาหกิจ ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งได้ปรับปรุงตามพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 เพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมและบริบทในการดำเนินธุรกิจ การแข่งขันและนโยบายของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นความท้าทายที่สำคัญของคณะกรรมการ ปตท. ที่ต้องประยุกต์ใช้หลักการบริหารจัดการเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ในการรักษาความสมดุล ทั้งในฐานะรัฐวิสาหกิจและบริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ ปตท. ยังมุ่งหวังที่จะพัฒนาองค์กรให้เป็นต้นแบบด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายใน ด้วยเชื่อมั่นว่าหลักการดังกล่าวเป็นระบบบริหารจัดการที่ก่อให้เกิดความเป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงเป็นองค์กรที่ดำเนินงานอย่างซื่อสัตย์ สุจริตโปร่งใส และต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เป้าหมายต่าง ๆ นี้จะเป็นแรงผลักดันให้ ปตท. มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันขององค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้น การกำกับดูแลองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จึงต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญที่หลากหลายของคณะกรรมการ ปตท. นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสและความท้าทายสำหรับ ปตท. ในการสรรหาคณะกรรมการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ทักษะวิชาชีพ และประสบการณ์ที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมให้บรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็นบริษัทพลังงานไทยข้ามชาติชั้นนำที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยอย่างยั่งยืน



แนวทางการจัดการ

การกำกับดูแลกิจการที่ดีGRI102-27
ปตท. มุ่งมั่นประกอบธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน ด้วยระบบบริหารจัดการภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการอย่างมีจริยธรรม มีคุณธรรม มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ปตท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกการบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพ โดยกำหนดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ข้อบังคับและระเบียบของบริษัทอย่างชัดเจนในคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดี มาตรฐานทางจริยธรรม และจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ คู่มือการกำกับดูแลกิจการฯ นี้จัดทำขึ้นเพื่อให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนยึดถือเป็นแนวทางในการทำงานและปฏิบัติหน้าที่ ครอบคลุมแนวทางการทำงานที่ดี ทั้งภายในกลุ่ม ปตท. และภายนอกกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่าง ๆ โดยมีการทวนสอบและปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างสม่ำเสมอ 



คณะกรรมการ ปตท.
GRI102-19, GRI102-26, GRI102-28, GRI102-29, GRI102-30, GRI102-31

คณะกรรมการ ปตท. มีบทบาทสำคัญในการกำหนดแผนกลยุทธ์ วิสัยทัศน์ นโยบายที่สำคัญขององค์กร แผนการดำเนินงานและงบประมาณประจำปี การกำหนดค่าตอบแทน การบริหารความเสี่ยง ซึ่งต้องพิจารณาถึงปัจจัยความเสี่ยงครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการกำกับดูแล ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งกำกับดูแลการดำเนินงานของฝ่ายจัดการผ่านการรายงานผลการดำเนินการ ทั้งในส่วนที่เป็นการเงินและส่วนที่ไม่ใช่การเงิน ในที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท. รายไตรมาส ตลอดจนติดตามการดำเนินงานของฝ่ายจัดการผ่านคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง 5 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทน คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร เพื่อช่วยกลั่นกรองงานที่มีความสำคัญอย่างรอบคอบ ขับเคลื่อนให้ดำเนินการตามกลยุทธ์และกรอบนโยบายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สร้างศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ ตลอดจนกำกับดูแลให้มีการดำเนินกิจการอย่างมีจริยธรรม ตามหลักธรรมมาภิบาล มีความโปร่งใส เที่ยงธรรม ตรวจสอบได้ ดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุลและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น 

ปตท. ต้องประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นประจำทุกปี ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของ ปตท. โดยในปี 2563 มีการปรับปรุงหัวข้อคำถามของแบบประเมินบทบาทหน้าที่และผลการปฏิบัติงานของประธานกรรมการ ความพึงพอใจการทำงานของคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง และประธานกรรมการเฉพาะเรื่องในแต่ละคณะ ให้เป็นคำถามในภาพรวมง่ายต่อการประเมินมากขึ้น  ซึ่งแบบประเมินคณะกรรมการบริษัท จะมี 5 แบบ ประกอบด้วย แบบประเมินผลคณะกรรมการทั้งคณะ แบบประเมินผลคณะกรรมการรายบุคคล (กรรมการประเมินตนเอง) แบบประเมินผลคณะกรรมการรายบุคคล (ประเมินโดยกรรมการท่านอื่น) แบบประเมินผลคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง (กรรมการเฉพาะเรื่องประเมินการทำงานของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องที่ตนเองดำรงตำแหน่ง) และแบบประเมินบทบาทหน้าที่และผลการปฏิบัติงานของประธานกรรมการความพึงพอใจการทำงานของคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง และประธานกรรมการเฉพาะเรื่องในแต่ละคณะ (ประเมินโดยกรรมการทุกท่าน)

คณะกรรมการสามารถใช้ข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินนี้ในการพิจารณาทบทวนผลงานปัญหาและอุปสรรคในปีที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ปตท. ให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ มีการเปิดเผยผลการประเมินไว้ในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/ รายงานประจำปี 2563 (แบบ 56-1 One Report) นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2560 คณะกรรมการได้นำตัวชี้วัดการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการฯ (KPI) มาวัดผลการดำเนินงาน เพื่อประกอบการพิจารณาค่าตอบแทนของกรรมการด้วย

คณะกรรมการ ปตท. ยังได้รับการประเมินการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการ โดยผู้ประเมินอิสระ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง เป็นประจำทุกปี และสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai Institute of Directors: IOD) เป็นประจำทุก 2 ปี (หรือตามระยะเวลาที่ IOD กำหนด) ซึ่ง ปตท. ได้กำหนดนโยบายค่าตอบแทนกรรมการที่เป็นธรรมและสมเหตุสมผล และมีคณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทนเป็นผู้ทบทวน โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับภาระความรับผิดชอบของกรรมการ สถานะการเงินของบริษัท ผลการดำเนินงานของ ปตท. ตามระบบประเมินผลรัฐวิสาหกิจ (Performance Agreement: PA) และเปรียบเทียบกับบริษัทในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน

การพิจารณาค่าตอบแทนของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ประจำปี 2563 จะพิจารณาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ผลการดำเนินงานของ ปตท. ตามระบบประเมินผลรัฐวิสาหกิจในปีงบประมาณนั้น ความสามารถในการบริหารจัดการและสภาวะผู้นำ และผลดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ ซึ่ง ปตท. กำหนดให้มีการเปิดเผยหลักเกณฑ์การพิจารณาค่าตอบแทนและค่าตอบแทนของกรรมการและผู้บริหารไว้ในรายงานประจำปี โดยผู้บริหารระดับสูงสุด หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีการเปิดเผยค่าตอบแทนไว้ชัดเจน ส่วนค่าตอบแทนกรรมการมีการเปิดเผยเป็นรายบุคคล และค่าตอบแทนผู้บริหารมีการเปิดเผยเป็นยอดรวม และมีการทวนสอบข้อมูลโดยผู้สอบบัญชีและกรรมการตรวจสอบของบริษัท เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้




ฝ่ายจัดการ (Management)

ฝ่ายจัดการมีหน้าที่ดำเนินกิจการและบริหารงานของบริษัทโดยรวม มีประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นผู้บริหารสูงสุด มีอำนาจและหน้าที่ในการบริหารบริษัทตามแผนงานหรืองบประมาณตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ปตท. อย่างเคร่งครัด ซื่อสัตย์ สุจริต รักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นอย่างดีที่สุด ฝ่ายจัดการใช้อำนาจในการบริหารจัดการผ่านคณะกรรมการจัดการของ ปตท. (PTT Management Committee: PTTMC) และมีคณะกรรมการระดับจัดการชุดอื่น ๆ อีก 29 คณะ ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาและจัดการเรื่องภายในบริษัทให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การพิจารณาค่าตอบแทนฝ่ายจัดการเป็นไปตามนโยบายและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ปตท. กำหนด ประกอบด้วยการพิจารณาผลการดำเนินงานของ ปตท. ตามระบบประเมินผลรัฐวิสาหกิจ กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง ซึ่งครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลอย่างครบถ้วน โดยฝ่ายจัดการทุกระดับจะกำหนดตัวชี้วัดและตั้งเป้าหมายระดับกลุ่ม ปตท. ร่วมกันในแต่ละปี เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจและนำไปใช้ประเมินผลการปฏิบัติงาน

ค่าตอบแทนผู้บริหาร

คณะกรรมการบริหารได้กำหนดให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ ปตท. จะต้องเสนอผลการปฏิบัติงานประจำปีต่อคณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทนเพื่อพิจารณา จากนั้นคณะกรรมการจะกำหนดค่าตอบแทนของกรรมการผู้จัดการใหญ่ตามผลการดำเนินงานทั้งผลการดำเนินงานทางการเงินและที่ไม่ใช่ในรูปการเงิน อย่างไรก็ตามผลการพิจารณาดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ทั้งนี้เกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานครอบคลุมเป้าหมายที่ท้าทายตามกลยุทธ์ระยะสั้นและระยะยาวของบริษัท ซึ่งรวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ปตท. ในฐานะรัฐวิสาหกิจและบริษัทจดทะเบียนมีความเป็นอิสระในการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการคลัง และได้บังคับใช้รูปแบบการประเมินรัฐวิสาหกิจ (SE-AM) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจกำหนด ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลังเพื่อติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของบริษัท ดังนั้น การประเมินค่าตอบแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ จะใช้หลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ ตัวชี้วัดกรอบแนวทางการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจตามระบบ State Enterprise Assessment Model (SE-AM)  (ร้อยละ 35) ผลการปฏิบัติงานตามวิสัยทัศน์ของบริษัทที่กรรมการผู้จัดการใหญ่นำเสนอต่อคณะกรรมการ ปตท. (ร้อยละ 35) และภาวะผู้นำและผู้บริหาร ความสามารถ (ร้อยละ 30)



เงินเดือนและโบนัสประจำปีของกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารขึ้นอยู่กับผลการประเมินการปฏิบัติงานและต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท นอกจากการกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายแล้ว เกณฑ์ดังกล่าวยังเป็นตัวชี้วัดที่ครอบคลุมประสิทธิภาพการดำเนินงานทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงินตามเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวของแผนกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ของบริษัท ซึ่งรวมถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคม และธรรมาภิบาล โดยค่าตอบแทนของกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ ปตท. อยู่ในระดับที่เทียบเคียงได้กับบริษัทชั้นนำในประเทศไทย



ค่าตอบแทนรวมของผู้บริหาร ปตท. ปี 2563
GRI102-38
ค่าตอบแทนปี 2563 (บาท)ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ผู้บริหาร ปตท. ตามนิยาม ก.ล.ต. จำนวน 4 ราย
ค่าตอบแทนรวม (บาท) 30,772,423 31,623,762
โบนัสรวม (บาท) 7,939,778 14,357,096
รวม (บาท) 38,712,201 45,980,858

หมายเหตุ: สัดส่วนค่าตอบแทนรวมของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ต่อค่ากึ่งกลาง (Median) ของค่าตอบแทนพนักงานเท่ากับ 32.94:1



ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

โครงสร้างคณะกรรมการ ปตท. เป็นระบบคณะกรรมการ 2 ระดับชั้น ( Two-Tier System)  แบ่งเป็น คณะกรรมการบริษัท (Supervisory  Board / Board of Directors) ประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 15 คน ซึ่งในปัจจุบันมีกรรมการอิสระทั้งสิ้น  11 ท่าน และกรรมการที่ไม่ใช่ผู้บริหาร 3 ท่าน  และคณะกรรมการจัดการ (Management Committee) ซึ่งประกอบด้วยคณะผู้บริหารระดับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ 15 ท่าน ทั้งนี้ ปตท. ได้กำหนดให้ประธานกรรมการ ไม่เป็นผู้บริหารของ ปตท. และเป็นคนละบุคคลกับประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ อันเป็นแนวปฏิบัติต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2544 เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ รวมถึงมีการเปิดเผยประวัติและรายละเอียดการดำรงตำแหน่งของกรรมการทุกรายในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/รายงานประจำปี 2563 (แบบ 56-1 One Report) และเว็บไซต์ของ ปตท.

คณะกรรมการบริษัท จะผ่านกระบวนการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา  โดยปัจจุบัน มีกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร ที่มีความรู้ หรือประสบการณ์เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงาน (Industry Experience ตามเกณฑ์ GICS Level1)  ทั้งสิ้น 11 ท่าน  อย่างไรก็ตาม ปตท. ได้ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของคณะกรรมการ ไม่เพียงแต่คุณสมบัติเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาอาชีพที่จำเป็นต่อการบริหารกิจการของ ปตท. ได้อย่างสมดุล เช่น ผู้ที่มีความรู้ด้านธุรกิจพลังงาน/ปิโตรเลียม ด้านกฎหมาย/นิติศาสตร์ ด้านบัญชี/การเงิน เท่านั้น ยังให้ความสำคัญกับความแตกต่างทางด้าน สังคม เชื้อชาติ เพศ ศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรม ซึ่งในปี 2563  มีกรรมการเพศหญิงเพิ่ม 1 ท่าน รวมเป็น 2 ท่าน ได้แก่ คุณนันทวัลย์ ศกุนตนาค และคุณเปรมฤทัย วินัยแพทย์ ทั้งนี้กรรมการอยู่ในตำแหน่งโดยเฉลี่ยท่านละ 3 ปี 

ในปี 2563 สัดส่วนของกรรมการ ปตท. ที่เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการเฉลี่ยร้อยละ 95.55 ซึ่งเกินกว่าที่ ปตท. กำหนดสัดส่วนการเข้าร่วมประชุมกรรมการที่ร้อยละ 75