ความยั่งยืน

การบริหารจัดการด้านความมั่นคง ความปลอดภัย และอาชีวอนามัย

ความยั่งยืน

การบริหารจัดการด้านความมั่นคง ความปลอดภัย และอาชีวอนามัย

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
  





ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ

ปตท. ต้องเผชิญกับความท้าทายในด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน จากลักษณะของการประกอบธุรกิจที่มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน มีวัตถุดิบและการใช้สารเคมีต่าง ๆ ที่เป็นสารอันตราย และในปัจจุบันอุปกรณ์ในกระบวนการผลิตต่าง ๆ เริ่มมีอายุการใช้งานยาวนาน นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับหลากหลายสถานการณ์และความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 กิจกรรมหรือการดำเนินการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้รับเหมา ที่อาจมากระทบกับอุปกรณ์หรือพื้นที่ปฏิบัติการของ ปตท. เหล่านี้ล้วนมีโอกาสทำให้เกิดอุบัติการณ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บ การเจ็บป่วย การเสียชีวิต หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน การหยุดชะงักของกระบวนการทำงานที่สำคัญ จนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและการแข่งขัน รวมถึงอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประเทศ คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ เหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายที่ทำให้ ปตท. เร่งรัดยกระดับการบริหารจัดการด้านความมั่งคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมทั้งการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อพร้อมรับสถานการณ์ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกรูปแบบในอนาคต

ปตท. มุ่งเน้นการบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงด้าน SSHE อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยนำหลักการและเครื่องมือทางวิศวกรรมตามมาตรฐานสากล กฎหมายและข้อกำหนดต่าง ๆ มาใช้ในการชี้บ่งอันตราย ประเมินความเสี่ยง และควบคุมอันตรายจากกระบวนการผลิต การจัดเก็บ การออกแบบ การใช้งาน การบำรุงรักษา การตรวจสอบ การทดสอบ และการขนส่งหรือเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์รวมถึงสารเคมีอันตราย ทั้งในกิจกรรมการดำเนินงานที่ ปตท. ดำเนินการเอง รวมถึงที่ดำเนินการโดยผู้รับเหมา เช่น ผู้รับเหมาซ่อมบำรุง ผู้รับเหมาขนส่งผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยกำหนดให้มีการบริหารจัดการด้วยวิธีการและรูปแบบต่าง ๆ  เพื่อจัดการความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในระบบการบริหารจัดการด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

วัตถุประสงค์/ เป้าหมาย

ภายใต้ความมุ่งมั่นที่กำหนดไว้ในนโยบายคุณภาพ ความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม (QSHE)  ปตท. ได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานด้าน QSHE ประจำปี [LINK] ที่สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการความยั่งยืน ปตท. เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ปราศจากอุบัติเหตุ (Zero Accident) ในปี 2573  ประกอบด้วยตัวชี้วัด ได้แก่

  • จำนวนคนที่เกิดอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงาน (Lost Time Accident: LTA) ของพนักงานและผู้รับเหมา
  • อัตราการบาดเจ็บจากการทำงานรวม (Total Recordable Injury Rate: TRIR) (จำนวนคนต่อ 200,000 ชั่วโมงการทำงาน) ของพนักงานและผู้รับเหมา
  • จำนวนอุบัติเหตุด้านความปลอดภัยกระบวนการผลิต (Process Safety Event: PSE)
  • จำนวนอุบัติเหตุจากการใช้รถยนต์ส่วนกลาง
  • อัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการขนส่งผลิตภัณฑ์ (จำนวนครั้งต่อระยะทาง 1 ล้านกิโลเมตร)

นอกจากนี้ ยังได้ถ่ายทอดเป็นเป้าหมายระดับสายงานในแต่ละหน่วยธุรกิจ และบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพื่อนำไปพิจารณากำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องตามบริบทขององค์กร อีกทั้งกำหนดเป็นตัวชี้วัดในระดับองค์กร (Corporate KPIs) ที่วัดผลการดำเนินงานของผู้บริหารทุกระดับเพื่อสะท้อนถึงสมรรถนะการบริหารจัดการในแต่ละหน่วยงานอีกด้วย

เป้าหมายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมกลุ่ม ปตท.

เป้าหมายการดำเนินงานด้านคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมกลุ่ม (QSHE)
กลุ่ม ปตท. ประจำปี 2566

แนวทางการบริหารจัดการ

นโยบาย QSHE ของ ปตท.

ปตท. บริหารจัดการผลกระทบด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการด้านคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (Quality, Security, Safety, Occupational Health and Environment : QSHE) โดยกำหนดเป็น นโยบาย QSHE กลุ่ม ปตท. ลงนามโดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ปตท. ด้วย เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการ วางแผน กำหนดเป้าหมาย กำกับ ควบคุมกระบวนการทำงาน การบำรุงรักษา การเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement) ผลิตภัณฑ์ และบริการ ให้มีการจัดการความเสี่ยงและต่อยอดโอกาส เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศและเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเสริมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุลและต่อเนื่อง โดยกำหนดให้นโยบาย QSHE เป็นกรอบในการบริหารจัดการด้าน QSHE สำหรับ ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ปตท. ให้สอดคล้องในทิศทางเดียวกัน  โดยมุ่งเน้นการดำเนินการอย่างจริงจัง ดังต่อไปนี้

  • ประยุกต์ใช้นโยบาย QSHE ครอบคลุมพนักงานและผู้รับเหมาทุกคนตลอดสายโซ่อุปทานของ ปตท. และกลุ่ม ปตท. เพื่อให้ปฏิบัติสอดคล้องตามกฎหมาย ระเบียบและข้อกำหนดขององค์กร มาตรฐานสากล  เช่น ISO45001, ISO14001 เป็นต้น และพันธสัญญาที่เกี่ยวข้อง
  • ประยุกต์ใช้เป็นกรอบในการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานด้าน QSHE ประจำปีและระยะยาว เพื่อนำมากำหนดแผนงานและตัวชี้วัดระดับองค์กร โดยกำหนดให้มีการวัดผลการดำเนินงานของผู้บริหารทุกระดับ
  • บริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อป้องกันความสูญเสียจากอุบัติการณ์ต่อชีวิต ทรัพย์สิน กระบวนการผลิต และโลจิสติกส์ ส่งเสริมสุขภาพ อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีของพนักงาน ผู้รับเหมา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • บริหารจัดการความเสี่ยง ปกป้อง ป้องกัน และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
  • สื่อสารผลการดำเนินงานและประสิทธิผลให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความตระหนัก รวมถึงการรับฟังความต้องการและความคาดหวัง เปิดโอกาสให้พนักงานและผู้รับเหมามีส่วนร่วมและให้ข้อแนะนำ เพื่อนำมาทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
  • กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบให้ผู้บริหารทุกระดับต้องมีการกำกับดูแลและเป็นแบบอย่างที่ดี 
  • กำหนดให้พนักงานและผู้รับเหมาทุกคนต้องรับทราบ เข้าใจ และนำไปปฏิบัติ
  • มุ่งทบทวนและพัฒนาการบริหารจัดการด้าน QSHE อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้มีการทบทวนนโยบาย เป้าหมาย และแผนงานด้าน QSHE เป็นประจำทุกปี โดยหน่วยงาน QSHE Corporate ดำเนินการทบทวนปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและให้ผู้ปฏิบัติงาน ได้แก่ หน่วยงานคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมระดับสายงาน (QSHE Business Area: QSHE BA) เข้ามามีส่วนร่วมในการทบทวนนโยบายฯ กลั่นกรองผ่านคณะกรรมการจัดการของ ปตท.  และลงนามโดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคณะกรรมการอีกตำแหน่งหนึ่ง

นโยบาย มาตรฐานการจัดการด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมกลุ่ม ปตท.


โครงสร้างกำกับดูแลการบริหารจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัย  

ปตท. กำหนดกลไกในการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ตั้งแต่การถ่ายทอดนโยบาย เป้าหมาย มาตรการการจัดการด้าน SSHE ไปสู่การปฏิบัติทั่วทั้งองค์กร แต่ละหน่วยธุรกิจจะควบคุมดูแลการนำไปปฏิบัติในสายงาน พื้นที่ปฏิบัติการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามคู่มือระบบการจัดการ SSHE รวมทั้งขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้ โดยมีหน่วยงาน QSHE ระดับสายงาน ซึ่งขึ้นตรงกับผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ในแต่ละสายงาน เช่น สายงานแยกก๊าซธรรมชาติ สายงานระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และสายงานสถาบันนวัตกรรม ปตท. เป็นต้น และหน่วยงาน QSHE ที่ดูแลหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่อาคารสำนักงานใหญ่ ปตท. ทำหน้าที่ผลักดัน ส่งเสริม ให้คำปรึกษา และติดตามการดำเนินงานตามเป้าหมาย แผนงาน และตัวชี้วัดที่กำหนด โดยมีการรายงานให้ผู้บริหารทั้งในระดับพื้นที่ สายงาน และหน่วยธุรกิจ จนถึงคณะกรรมการทั้งในระดับจัดการ และระดับคณะกรรมการ ปตท. ตามโครงสร้างกำกับดูแลด้านความยั่งยืน [LINK] เพื่อพิจารณาทบทวนประสิทธิผลและประสิทธิภาพเป็นประจำทุกไตรมาส

กระบวนการบริหารจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัยGRI403-1

การบริหารจัดการความปลอดภัยของ ปตท. ครอบคลุมทั้งความปลอดภัยส่วนบุคคล ความปลอดภัยในกระบวนการผลิต และความปลอดภัยในการใช้ยานพาหนะ รวมถึงการขนส่งผลิตภัณฑ์ โดยมีเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดย ปตท. ได้กำหนด “มาตรฐานการจัดการด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (Security, Safety, Occupational Health and Safety : SSHE) กลุ่ม ปตท.” ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญให้ทุกบริษัทในกลุ่ม ปตท. นำไปเป็นกรอบในการบริหารจัดการ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะและความเสี่ยงของธุรกิจนั้น ๆ โดยถ่ายทอดผ่านแนวทางบริหารจัดการแบบกลุ่ม ปตท. (PTT Group Way of Conduct)

มาตรฐานการจัดการด้าน SSHE ได้ถูกทบทวนและปรับปรุงให้มีความทันสมัยและสอดคล้องตามกฎหมายของประเทศไทย มาตรฐานสากลและแนวปฏิบัติต่าง ๆ เช่น มาตรฐาน ISO  คู่มือและแนวทางของ GRI, WBCSD, IPIECA เป็นต้น ตลอดจนบริบทและปัจจัยความเสี่ยงขององค์กรอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้บูรณาการเข้ากับระบบการจัดการอื่น ๆ ขององค์กรเพื่อให้การถ่ายทอดไปสู่การปฏิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

นอกจากนี้ ทุกพื้นที่ปฏิบัติงานหลักของ ปตท. ไม่ว่าจะเป็นโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ สถานีหลัก/สถานีแม่ของระบบเครือข่ายก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ อาคาร ปตท.สำนักงานใหญ่ เป็นต้น ยังได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล ISO ได้แก่ ISO45001, ISO14001 โดยมีสถาบันการรับรองมาตรฐานสากล (สรอ.) หรือ Management System Certification Institute (Thailand) (MASCI) เป็นผู้ให้การรับรอง (Certification Body)  ตลอดจนมาตรฐานอื่น ๆ เช่น ISO50001  มาตรฐานการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (Corporate Social Responsibility : CSR-DIW) เป็นต้น โดยพิจารณาประยุกต์และขอการรับรองตามบริบทและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง

ในส่วนของการบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัย ปตท. ให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง มีการวิเคราะห์ ระบุ และประเมินความเสี่ยงของภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นในรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจและความปลอดภัยของพนักงาน และกำหนดมาตรการ/ แผนป้องกัน ควบคุมและลดความเสี่ยง และมีการฝึกซ้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกอย่างเป็นระบบ

ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานGRI403-1, 403-5, 403-7

เพื่อควบคุม ป้องกัน และลดการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพนักงานและผู้รับเหมา ปตท. จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบบริหารจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตลอดจนการเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทั่วทั้งองค์กร ซึ่งมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานและผู้รับเหมา เพื่อเสริมสร้างให้มีจิตสำนึกและพฤติกรรมความปลอดภัยตลอดทั้งในและนอกเวลางาน โดยได้มีการดำเนินการที่สำคัญ ดังนี้

  • กำหนดกระบวนการบริหารและควบคุมความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตั้งแต่การชี้บ่งอันตราย การประเมินความเสี่ยงและการกำหนดมาตรการควบคุมความเสี่ยงและลดผลกระทบ ตลอดจนกำหนดเป็นขั้นตอนการดำเนินงาน วิธีปฏิบัติงาน และมาตรฐานการทำงานที่เทียบเท่ามาตรฐานสากล
  • การจัดทำกระบวนการและขั้นตอนในการพัฒนาวัฒนธรรมด้าน SSHE ภายในองค์กรอย่างชัดเจน โดยมีการสำรวจระดับของวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรเป็นระยะ เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
  • กำหนดกฎความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ปตท. (PTT Life Saving Rules) และรณรงค์การนำไปใช้ในการปฏิบัติงานทุกช่วงเวลาการทำงาน โดยมีการสื่อความ เน้นย้ำการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังให้สอดคล้องกับลักษณะงานในทุกพื้นที่ปฏิบัติงานของ ปตท. อีกทั้งกำหนดให้มีการติดตามและสังเกตการปฏิบัติงาน ตรวจสอบการประเมินความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน รวมทั้งให้มีการรายงานสภาพ/ การกระทำที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หากพบว่ามีการปฏิบัติงานที่ไม่สอดคล้องกับกฎความปลอดภัยขั้นพื้นฐานฯ  ซึ่งภายใต้กฎความปลอดภัยดังกล่าว ปตท. อนุญาตให้พนักงานและผู้รับเหมาสามารถหยุดปฏิบัติงานได้หรือมีสิทธิ์ปฏิเสธงานอันตราย (Right to Refuse Work) เมื่อพบว่างานที่กำลังปฏิบัติไม่ปลอดภัย โดยไม่ได้ถือเป็นความผิด และให้สิทธิ์ในการสั่งหยุดงานอันตราย (Stop Work Authority) เมื่อพบว่ามีพนักงานหรือผู้รับเหมากำลังปฏิบัติงานที่อาจเป็นอันตราย โดยจากการรณรงค์ให้ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยขั้นพื้นฐานฯ ทำให้จำนวนอุบัติเหตุจากการทำงานลดลง และไม่มีอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงานในปี 2565
  • รณรงค์ให้มีการรายงานอุบัติการณ์ ซึ่งรวมถึงอุบัติเหตุ เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near Miss) และการกระทำหรือสภาพที่ต่ำกว่ามาตรฐาน (Sub-Standard Act/ Conditions)ในระบบ Incident and Non-Compliance Report System บน Intranet ขององค์กร ซึ่งสามารถบันทึกเหตุการณ์ วิเคราะห์และสอบสวนหาสาเหตุเบื้องต้นและสาเหตุพื้นฐาน กำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกัน แบบออนไลน์ รวมไปถึงการแบ่งปันข้อมูลภายในองค์กรเพื่อเป็นแนวทางป้องกันเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันในอนาคต
  • จัดให้มีการอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัยทั้งตามกฎหมาย และตามความต้องการฝึกอบรม (Training needs) แก่พนักงานและผู้รับเหมาทุกคน
  • ดำเนินโครงการ Incident Injury Free (IIF) ในพื้นที่ปฏิบัติงานต่าง ๆ โดยเริ่มต้นที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีการประยุกต์ใช้กระบวนการบูรณาการแก้ไขปัญหาตามหลัก IIF ทั้ง 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนงาน (Planning ) การประเมิน (Assessment) การสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) การสร้างทักษะ (Skills) และการดำเนินโครงการอย่างยั่งยืน (Sustaining) ทั้งนี้ ได้ขยายผลเป็นโครงการสร้างวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยในสายงานระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติอีกด้วย
  • การจัดกิจกรรมส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เช่น การสังเกตการปฏิบัติงาน การสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เป็นต้น

การบริหารจัดการอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานGRI403-1, 403-2, 403-3, 403-5, 403-7

ในการบริหารจัดการอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปตท. ได้พัฒนาระบบการจัดการอาชีวอนามัย กลุ่ม ปตท. (PTT Group Occupational Health Management System) และจัดทำเป็น แนวทางการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยของกลุ่ม ปตท. (PTT Group Occupational Health Management System Guideline) ซึ่งสอดคล้องตามกฎหมาย แนวปฏิบัติและมาตรฐานสากล  โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

  • การระบุอันตรายและประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ (Health Risk Assessment : HRA) เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่นำมาใช้ในการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับพนักงานและผู้ปฏิบัติงานของ ปตท. อันเนื่องมาจากการสัมผัสหรือได้รับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ จากการทำงาน รวมทั้งกำหนดมาตรการควบคุมและลดระดับของความเสี่ยงด้านสุขภาพให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งดำเนินการโดยพื้นที่ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงาน QSHE ในแต่ละสายงานและฝ่ายบริหารความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้ ผลที่ได้จากการประเมินความเสี่ยง จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ส่วนการแพทย์ อย่างเป็นระบบเท่านั้น อาทิ
    • กำหนดรายการตรวจสุขภาพอาชีวอนามัยตามปัจจัยเสี่ยงร่วมกับแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับผลการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ (HRA) ตามข้อมูลลักษณะงานและความเสี่ยงทั้งทางด้านกายภาพ เคมี ชีวภาพ การยศาสตร์และจิตวิทยา ที่มีผลกระทบด้านสุขภาพของพนักงานในแต่ละพื้นที่ปฏิบัติงานของ ปตท.
    • การรายการและพื้นที่ตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงานทุกปี
    • การพิจารณากำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน
    • การระบุรายการอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) ที่จำเป็น และการกำหนดมาตรการอบรมให้ความรู้แก่พนักงานก่อนเข้าปฏิบัติงาน สำหรับงานที่มีความเสี่ยง
    • การกำหนดแผนงานด้านอาชีวอนามัย การจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพเพื่อส่งเสริมให้พนักงานและผู้รับเหมามีสุขภาพอนามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ เป็นต้น
ซึ่งข้อมูลการตรวจสุขภาพทั้งหมดจะถูกจัดเก็บเป็นความลับในรูปแบบดิจิทัลในระบบฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล ตามที่กฎหมาย นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของ ปตท. ซึ่งพนักงานสามารถเข้าดูได้ในข้อมูลส่วนบุคคลใน Intranet ขององค์กร
  • การพัฒนาตัวชี้วัดผลการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยในเชิงรุกที่เรียกว่า Health Performance Indicators หรือ HPI เพื่อใช้ในการติดตามตรวจวัดและเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยที่อาจเกิดขึ้น   

การจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิตGRI403-1, 403-2, 403-5, 403-7

อุบัติเหตุในกระบวนการผลิตสามารถสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างรุนแรงและเป็นวงกว้าง รวมถึงส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น กลุ่ม ปตท. จึงมุ่งเน้นการป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรง เช่น ไฟไหม้ ระเบิด หรือสารเคมีอันตรายรั่วไหลสู่ภายนอก โดยการนำระบบ “การจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต” หรือ Process Safety Management (PSM) มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ปฏิบัติการหลัก ตั้งแต่การมุ่งเน้นการออกแบบกระบวนการผลิตและก่อสร้างโรงงานอย่างถูกต้องตามหลักวิศวกรรมและมาตรฐานสากล พนักงานเดินเครื่องจักรอย่างปลอดภัยตามคู่มือปฏิบัติการ รวมถึงเครื่องจักรและอุปกรณ์ได้รับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ถูกต้องเหมาะสมตามมาตรฐานสากล

ในปี 2565 กลุ่ม ปตท. ยังคงดำเนินการพัฒนากระบวนการตรวจสอบมาตรการควบคุม (Barrier validation) เหตุการณ์อุบัติเหตุร้ายแรง (Major Accident Event: MAE) ต่อยอดจากการประยุกต์ใช้เทคนิค Bow Tie Analysis สำหรับการวิเคราะห์และจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยกระบวนการผลิตในพื้นที่ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องจากปี 2562 ถึงปัจจุบัน โดยกระบวนการตรวจสอบมาตรการควบคุมมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้มั่นใจว่ามาตรการควบคุม MAE ในระบบการจัดการความเสี่ยงของพื้นที่ปฏิบัติการมีประสิทธิภาพที่ดีและอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานตามฟังก์ชันที่กำหนด ทั้งมาตรการควบคุมประเภทอุปกรณ์ (Equipment barrier) และบุคคล (Human barrier) รวมถึงดำเนินการปรับปรุงมาตรการควบคุมกรณีพบข้อบกพร่อง ให้กลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามปกติ มาตรการควบคุม MAE ที่มีประสิทธิภาพและพร้อมใช้งานจะสามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ลดการหยุดชะงักในกระบวนการผลิต ทำให้มีการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้างพื้นที่ปฏิบัติการ โดยโครงการนี้ได้ดำเนินงานร่วมกับที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบมาตรการควบคุม MAE ในพื้นที่นำร่องเพิ่มเติมจำนวน 1 พื้นที่และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ของแต่ละบริษัทซึ่งเป็นการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้านความปลอดภัยกระบวนการผลิตในพื้นที่ปฏิบัติการของ ปตท. และกลุ่ม ปตท. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

กลุ่ม ปตท. มีการกำหนดและเก็บข้อมูลตัวชี้วัดเชิงรุกและเชิงรับด้านความปลอดภัยกระบวนการผลิต (Process Safety Leading and Lagging Indicators)  โดยกำหนดวิธีการและแนวทางการเก็บข้อมูลตามมาตรฐานสากล API RP 754 และมีการถ่ายทอดตัวชี้วัดเชิงรับ (Process Safety Event Tier 1 และ 2) เป็นเป้าหมายประจำปีด้าน QSHE ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. และติดตามผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อกำหนดมาตรการการแก้ไขและป้องกันการสูญเสียจากอุบัติเหตุกระบวนการผลิตได้อย่างทันท่วงที

การบริหารความมั่นคงปลอดภัย 

ปตท. ได้กำหนดมาตรฐานการบริหารความมั่นคงปลอดภัยกลุ่ม ปตท. และแนวทางการประเมินความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยกลุ่ม ปตท. พร้อมทั้งพัฒนาวิธีปฏิบัติงานเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของบุคลากรและสินทรัพย์ เพื่อเป็นกรอบการกำกับดูแลการดำเนินงานด้านความมั่นคงปลอดภัยให้สอดคล้องกันทั้งองค์กร ครอบคลุมทุกพื้นที่ปฏิบัติการของ ปตท. และกลุ่ม ปตท. โดยมีการทบทวนแนวทางให้สอดคล้องกับบริบทของสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ปตท. ได้ประสานงานกับเครือข่ายหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และเอกชน เพื่อดำเนินงานด้านการข่าว และสามารถขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินได้ทันท่วงที โดยจัดให้มีการซ้อมแผนด้านความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่ปฏิบัติงานต่าง ๆ ของกลุ่ม ปตท. ควบคู่ไปกับการซ้อมแผนฉุกเฉินเป็นระยะ เพื่อเตรียมความพร้อมและสามารถบริหารเหตุฉุกเฉินได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

ปตท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัย โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ด้านหลัก ๆ ประกอบด้วย การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การพัฒนาแนวทางปฏิบัติการ และการนำนวัตกรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยเข้ามาประยุกต์ใช้ โดยมีตัวอย่างการดำเนินงานที่สำคัญ

ปตท. ตระหนักถึงประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานด้านความมั่นคง จึงกำหนดมาตรการด้านการเคารพสิทธิมนุษยชนไว้อย่างชัดเจนในนโยบายคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมกลุ่ม ปตท. ซึ่งครอบคลุมถึงการปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และข้อมูลขององค์กร ตลอดจนจัดหลักสูตรอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผ่านข้อกำหนดงานจ้างเหมารักษาความปลอดภัย ปตท. เช่น ศิลปะการป้องกันตัว และการตรวจค้นบุคคล เป็นต้น และมีการตรวจสอบการดำเนินงานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผ่านการตรวจประเมินความมั่นคงปลอดภัยกลุ่ม ปตท. เพื่อยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทราบถึงสิทธิในหน้าที่และปฏิบัติงานโดยไม่ให้เกิดการละเมิดในสิทธิของบุคคลอื่นขึ้น

การจัดการความปลอดภัยในการใช้ยานพาหนะ และการขนส่งผลิตภัณฑ์ทางรถและทางเรือGRI403-1, 403-2, 403-5, 403-7

ปตท. และกลุ่ม ปตท. ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยในการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำ เพื่อมุ่งสู่ Zero Accident โดยได้พัฒนามาตรฐาน/ คู่มือ ส่งเสริมการนำไปปฏิบัติ ตลอดจนจัดโครงการรณรงค์ต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อผู้ปฏิบัติงาน ผู้รับเหมา และยังต่อยอดไปยังชุมชนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

การใช้รถยนต์ส่วนกลางของ ปตท. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง: ผู้บริหาร พนักงาน และผู้รับเหมา ได้แก่ พนักงานขับรถ
  • จัดหารถที่มีสมรรถนะ และรองรับเทคโนโลยีสนับสนุนการขับขี่อย่างปลอดภัย
  • ติดตั้งระบบประมวลผลพฤติกรรมการขับขี่รถยนต์ Advanced Safety Vehicle (ASV)
  • จัดโครงการ Safe Driving Challenge ปี 2565 สำหรับพนักงานและผู้รับเหมาที่ขับขี่รถยนต์ ปตท. โดยใช้ระบบ ASV ในการประเมินและติดตามพฤติกรรมการขับขี่ และมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่มีพฤติกรรมการขับขี่ปลอดภัยตามเกณฑ์ที่กำหนด ได้รับการต่ออายุใบขับขี่รถยนต์ ปตท. โดยอัตโนมัติ จำนวน 335 คน คิดเป็นร้อยละ 57 จากผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด

การขนส่งผลิตภัณฑ์ทางรถ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง: บริษัทรับเหมาขนส่ง
  • บริหารสัญญาจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ซึ่งครอบคลุมเงื่อนไขด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม และจัดให้มีการตรวจประเมินการปฏิบัติงานตามคู่มือการบริหารจัดการความปลอดภัยในการขนส่งทางรถยนต์ กลุ่ม ปตท. (PTT Group Road Safety Management Guideline: RSMG) ของผู้รับเหมา (Supplier audit) เพิ่มขึ้น 11 บริษัท โดยในปี 2565 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจประเมินของกลุ่ม ปตท. เพื่อเข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจประเมินการบริหารจัดการด้านขนส่งกับบริษัทผู้ขนส่งในกลุ่ม ปตท. จำนวน 5 บริษัท เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และสร้างมาตรฐานการตรวจประเมิน RSMG ของกลุ่ม ปตท. ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  • บริหารศูนย์ควบคุมการขนส่ง (Transportation Control Center: TCC) มีการติดตั้งอุปกรณ์และประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อช่วยในการติดตามและเฝ้าระวังพฤติกรรมการขับขี่อย่างต่อเนื่องและจริงจัง และบริหารจัดการกรณีเกิดอุบัติเหตุจากการขนส่ง
  • จัดกิจกรรม Risk in Road Safety เพื่อส่งเสริมและสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการขนส่งให้แก่ผู้ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยให้รายงานจุดเสี่ยงที่พบในเส้นการขนส่ง เพื่อเป็นข้อมูลใช้ในการประเมินจุดเสี่ยงและกำหนดมาตรการป้องกัน พร้อมทั้งมอบรางวัลให้กับผู้ขนส่งผลิตภัณฑ์และพนักงานขับรถตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีขั้นตอนดังนี้
    • ผู้ขนส่งผลิตภัณฑ์รายงานจุดเสี่ยงที่พบในเส้นการขนส่ง โดยระบุความเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณนั้น
    • ปตท. ตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาจุดเสี่ยงจากระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ที่ผู้ขนส่งผลิตภัณฑ์รายงาน และข้อมูลสถิติอุบัติเหตุบริเวณจุดเสี่ยงนั้น หากพบว่ามีความเสี่ยงสูง ปตท. จะสำรวจพื้นที่และตรวจประเมินความเสี่ยงโดยละเอียด
    • นำผลจากการประเมินจุดเสี่ยงของพื้นที่มาพิจารณากำหนดมาตรการแก้ไข ป้องกัน หรือมาตรการลดความเสี่ยง ในกรณีที่จุดเสี่ยงนั้นมีความเสี่ยงสูง
    • สื่อความข้อมูลจุดเสี่ยงให้แก่ผู้ขนส่งผลิตภัณฑ์ทราบผ่านคณะทำงาน PTT Group Transportation Safety Management Taskforce

การขนส่งผลิตภัณฑ์ทางราง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง: การรถไฟแห่งประเทศไทย
  • จัดทำมาตรฐาน คู่มือการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการขนส่ง ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ในการทบทวนมาตรฐานการขนส่งทางรางให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล Regulation Concerning the International Carriage of Dangerous Goods by Rail (RID)

การขนส่งผลิตภัณฑ์ทางเรือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง: บริษัทรับเหมาขนส่งทางเรือ
  • สนับสนุนและผลักดันการนำระบบ Marine Terminal Information System (MTIS) มาใช้ในกลุ่ม ปตท. พร้อมทั้งจัดให้มีการแบ่งปันวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านความปลอดภัยในการขนส่งทางเรือ โดยมีผู้แทนจากบริษัทในกลุ่ม ปตท. และบริษัทผู้ขนส่งทางเรือเข้าร่วมกว่า

การขับขี่ปลอดภัยของชุมชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง: ประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง

จัดโครงการขับดีมีสุข ปี 2565 ในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 กิจกรรมย่อย ดังนี้

  • จัดอบรมเทคนิคการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัยและทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับขี่ ให้แก่นักเรียนและประชาชนทั่วไป โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 437 คน พร้อมทั้งพัฒนา Application: Smart Rider สำหรับกิจกรรมการแข่งขันสะสมระยะทางการขับขี่ปลอดภัย โดยมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ขับขี่ปลอดภัยตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลแสดงความเห็นว่าเป็นโครงการที่ทำให้ทราบถึงพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ของตนเอง ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ของตนเองให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
  • ขยายผลกิจกรรม Risk in Road Safety โดยนำข้อมูลจุดเสี่ยงของจังหวัดระยอง จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดระยอง และข้อมูลอุบัติเหตุย้อนหลัง 3 ปี จากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนนทั้งภาครัฐและเอกชนมาพิจารณา พบว่ามีจุดที่มีความเสี่ยงสูงจำนวน 5 จุด จึงนำมาจัดทำมาตรการลดความเสี่ยง เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุต่อไป

การบริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน ภาวะวิกฤต และความต่อเนื่องทางธุรกิจSDGs 3.6

ปตท. ปรับปรุงแผนการจัดการเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤต ของ ปตท. ให้มีความสอดคล้องกับแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ในปี 2564 เพื่อให้สามารถบูรณาการประสานความร่วมมือและเชื่อมโยงข้อมูลด้านต่าง ๆ กับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2565 ปตท. นำแผนการจัดการเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤต ของ ปตท. มาดำเนินการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินและภาวะวิกฤตระดับจังหวัด จำนวน 2 ครั้ง ได้แก่

ครั้งที่ 1 ในเดือนพฤษภาคม 2565 ในพื้นที่การนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอมาบตาพุด จังหวัดระยอง กรณีเกิดเหตุรถแบ็คโฮขุดไปกระแทกท่อส่งก๊าซอีเทน ขนาด 16 นิ้ว ของ GC ท่อ Fuel Gas ขนาด 16 นิ้ว และท่อส่งโพรเพนของ ปตท. ส่งผลให้ก๊าซรั่วไหลและติดไฟ โดยในการฝึกซ้อมฯ มีประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ เป็นผู้อำนวยการ และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย เป็นรองผู้อำนวยการ ตามโครงสร้างศูนย์บริหารจัดการเหตุฉุกเฉินและภาวะวิกฤต กลุ่ม ปตท. ในการฝึกซ้อมได้เชื่อมต่อ PTT Group Emergency Management Center (GEMC) ไปยังศูนย์บริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของสายงานระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติและสายงานแยกก๊าซธรรมชาติของ ปตท. และศูนย์บริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของบริษัท GC ผ่านระบบการประชุมทางไกลด้วยวีดิทัศน์


ครั้งที่ 2 ในเดือนสิงหาคม 2565 ในพื้นที่ตำบลวังกระแจะ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี กรณีเกิดเหตุคนงานขุดเจาะถนน ไปกระแทกท่อส่งก๊าซธรรมชาติขนาด 42 นิ้ว ส่งผลให้ก๊าซรั่วไหลและติดไฟ จึงเปิดศูนย์บริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน ปตท. และประสานงานไปยังศูนย์บริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของสายงานระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ผ่านระบบการประชุมทางไกลด้วยวีดิทัศน์

นอกจากนี้ ยังได้ทบทวน ปรับปรุง และพัฒนาระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจของ ปตท.  พร้อมทั้งฝึกซ้อมแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ กรณีแท่น Erawan Central Processing Platform (ERCPP) และ Erawan Riser Platform (ERP) ได้รับความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่น ทำให้ไม่สามารถส่งก๊าซธรรมชาติไปยังโรงแยกก๊าซธรรมชาติได้ โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นประธาน และมีผู้บริหารตามโครงสร้างศูนย์บริหารจัดการภาวะวิกฤตและบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ เข้าร่วมการฝึกซ้อมด้วย มีการประสานไปยังศูนย์บริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของกลุ่มธุรกิจ รวมถึง PTTEP และ GC ผ่านระบบการประชุมทางไกลด้วยวีดิทัศน์  ในปี 2565 ปตท. ยังคงได้รับการรับรองระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจตามมาตรฐานสากล ISO22301 โดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.)

การจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 (COVID-19)

ศูนย์ติดตามและเฝ้าระวังกรณีโรคอุบัติใหม่ COVID-19 (ศูนย์พลังใจ ปตท.) บริหารจัดการด้านสุขภาพและความปลอดภัยให้แก่พนักงานและบุคลากรที่ปฏิบัติงานให้แก่ ปตท. โดยกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ จัดให้มีช่องทางการติดต่อกับศูนย์พลังใจ ปตท. ที่เข้าถึงได้ง่ายในการให้คำปรึกษาแนะนำ และช่วยเหลือด้านสุขภาพ เช่น Call Center LINE Official ศูนย์พลังใจ ปตท. และอีเมล ศูนย์พลังใจ ปตท. เป็นต้น รวมถึงจัดให้พนักงาน บุคลากรที่ปฏิบัติงานให้แก่ ปตท. และครอบครัวของพนักงานเข้ารับการฉีดวัคซีน COVID-19 นอกจากนี้ ยังมีการติดตามข้อมูลแนวโน้มสถานการณ์การแพร่ระบาด จำนวนผู้ติดเชื้อและบุคคลกลุ่มเสี่ยง ประกาศมาตรการและแนวปฏิบัติจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมากำหนดมาตรการและแนวปฏิบัติในการป้องกันและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อในพื้นที่ปฏิบัติงานของ ปตท. ให้เหมาะสมกับสถานการณ์แพร่ระบาด รวมทั้งการปฏิบัติตามมาตรการพื้นฐาน เช่น สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา หมั่นล้างหรือทำความสะอาดมือ รักษาระยะห่างระหว่างบุคคล เป็นต้น ภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อลดลง ปตท. จึงกำหนดให้พนักงานและผู้ปฏิบัติงานเริ่มกลับเข้ามาทำงานตามปกติ รวมถึงประกาศยุติการดำเนินงานของศูนย์พลังใจ ปตท. เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2565 พบว่าจากการที่ให้พนักงานเข้าปฏิบัติงานตามปกติ มีผู้ติดเชื้อจากการติดเชื้อภายในสถานประกอบการเพียงร้อยละ 2 (ข้อมูลตั้งแต่ข้อมูลตั้งแต่เดือน XX-เดือน XX 256X) ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินงานของศูนย์พลังใจ ปตท. ที่ตอบสนองความต้องการ และช่วยเหลือพนักงาน ผู้ปฏิบัติงานให้ ปตท. และครอบครัวของพนักงาน ปตท. ได้เป็นอย่างดี

การสื่อสาร การมีส่วนร่วม และการให้คำปรึกษาGRI403-4

ปตท. มีการสื่อสารนโยบาย แนวทางบริหารจัดการ และผลการดำเนินงานให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกรับทราบอย่างโปร่งใส นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้พนักงานและผู้รับเหมามีส่วนร่วมในการ  ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ขอคำปรึกษา ตลอดจนแจ้งความต้องการ ความคาดหวัง ข้อสงสัยและข้อกังวลใจ ต่อกระบวนการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยผ่านช่องทางที่หลากหลาย อาทิ ในการประชุมความปลอดภัยก่อนเริ่มปฏิบัติงานประจำวัน  ผ่านช่องทางระบบข้อร้องเรียนของ ปตท. การร้องเรียนผ่านทางผู้บังคับบัญชา/ ผ่านฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลของแต่ละหน่วยธุรกิจโดยตรง/ ผ่านระบบข้อร้องเรียนแรงงานสัมพันธ์ของส่วนแรงงานสัมพันธ์/ ผ่านทางสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (สร.ปตท.) ผ่านทางคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ ซึ่งมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นประธาน โดยมีผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างร่วมเป็นกรรมการ โดยมีการประชุมทุกเดือน

การส่งเสริมสุขภาพพนักงานGRI403-6

ปตท. จัดให้มีการสถานพยาบาลใน ปตท. ที่ให้สิทธิทั้งพนักงาน และครอบครัวของพนักงานเข้าใช้บริการโดยพนักงานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยให้บริการตรวจรักษาครอบคลุมโรคที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการทำงาน นอกจากนี้ พนักงานและครอบครัว ยังสามารถเข้ารับบริการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลภายนอกตามสิทธิที่ ปตท. กำหนด  อีกทั้งยังมีการวิเคราะห์ผลการตรวจสุขภาพประจำปีและข้อมูลการเข้ารับการรักษาพยาบาล มาจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพให้กับพนักงาน เช่น โครงการลดความเสี่ยงจากโรคกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ non-communicable diseases (NDC)  โครงการออกกำลัง เป็นต้น  ซึ่งข้อมูลการตรวจสุขภาพทั้งหมดจะถูกจัดเก็บเป็นความลับในรูปแบบดิจิทัลในระบบฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล ตามที่กฎหมาย นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของ ปตท. ซึ่งพนักงานสามารถเข้าดูได้ในข้อมูลส่วนบุคคลใน Intranet ขององค์กร


ตัวชี้วัด ผลการดำเนินงานและรางวัลที่สำคัญ

ผลการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมกลุ่ม ปตท.
ตัวชี้วัดเป้าหมายปี 2565ผลการดำเนินงานปี 2565
อุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงาน
(Lost Time Accident: LTA) (คน)
พนักงานและผู้รับเหมา เท่ากับ 0 พนักงาน 5
ผู้รับเหมา 18
อัตราการบาดเจ็บรวมของพนักงาน (TRIR) ครั้งต่อสองแสนชั่วโมงทำงาน พนักงาน: ไม่เกิน  0.053 0.047
หรือคิดเป็น
0.235 ต่อ 1 ล้านชั่วโมงทำงาน
อัตราการบาดเจ็บของผู้รับเหมา (TRIR) ครั้งต่อสองแสนชั่วโมงทำงาน ผู้รับเหมา: ไม่เกิน 0.072 0.066
หรือคิดเป็น
0.460 ต่อ 1 ล้านชั่วโมงทำงาน
จำนวนอุบัติเหตุรถขนส่งผลิตภัณฑ์ขั้นร้ายแรง*
(Major Truck Accident Rate)
(ครั้งต่อ 1,000,000 กิโลเมตร)
ไม่เกิน 0.000 0.008
จำนวนและปริมาณการหกรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมีลดลงทุกปี  0 ครั้ง 0 ครั้ง
การควบคุม ติดตาม ตรวจสอบให้มีการปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม


ควบคุม ติดตาม ตรวจสอบให้มีการปฏิบัติตามมาตรการฯ
ระยะก่อสร้างครบถ้วนร้อยละ 100

ควบคุม ติดตาม ตรวจสอบให้มีการปฏิบัติตามมาตรการฯ
ระยะก่อสร้างครบถ้วนร้อยละ 100


อัตราความถี่ของการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน Lost-time injuries frequency rate (LTIFR) ของ ปตท.
(คนต่อ 1,000,000 ชั่วโมงการทํางาน)

ปี

2562

2563

2564

2565

พนักงาน 0 0.15 0 0
ผู้รับเหมา 0.11 0.15 0 0


อัตราการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดแล้วต้องหยุดงาน หรือเปลี่ยนไปทำงานอื่น
หรือไม่สามารถทำงานเดิมได้ Days Away/Restricted or Transfer Rate (DART) ของ ปตท.
(คนต่อ 200,000 ชั่วโมงการทํางาน)

ปี

2562

2563

2564

2565

พนักงาน 0 0.03 0 0
ผู้รับเหมา 0.025 0.029 0 0


จำนวนอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงาน Lost Workday Case (LWC)
(คนต่อ 200,000 ชั่วโมงการทํางาน)

ปี

2562

2563

2564

2565

พนักงาน 0 0.03 0 0
ผู้รับเหมา 0.025 0.029 0 0


อัตราวันทำงานที่สูญเสีย Lost Workday Rate (LWD) ของ ปตท. 
(คนต่อ 200,000 ชั่วโมงการทํางาน)

ปี

2562

2563

2564

2565

พนักงาน 0 0.09 0 0
ผู้รับเหมา 0.11 0.537 0 0


อัตราการบาดเจ็บทั้งหมด Total Recordable Injury Frequency Rate (TRIFR) ของ ปตท.
(คนต่อ 1,000,000 ชั่วโมงการทํางาน)

ปี

2562

2563

2564

2565

พนักงาน 0.305 0.445 0 0.315
ผู้รับเหมา 0.19 0.545 0.2 0.195

อุบัติเหตุกระบวนการของกลุ่ม ปตท. Tier 1 (คร้ัง)

หมายเหตุ:

- ขอบเขตข้อมูลครอบคลุมบริษัท PTT, PTTEP, TOP, GPSC, IRPC, OR, GC
- การรายงานอุบัติเหตุในกระบวนการผลิตระดับ Tier 1 และ Tier 2 ของกลุ่ม ปตท. อ้างอิงตามมาตรฐานของสถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (American Petroleum Institute: API) API RP 754